วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิธีรับประทาน ไม่ให้ง่วงซึมหลังเที่ยง

หลายๆ คนพอหลังอิ่มแปล้จากมื้อเที่ยงแล้วจะรู้สึกขี้เกียจ เซื่องซึม สลบไสล เฉี่อยชาไม่อยากทำงาน ถ้าได้หลับซักงีบคงดีเยี่ยม ว่ากันว่าช่วงเวลา Twilight zone ที่จะเกิดอาการเช่นนี้ คือช่วงเวลาบ่ายโมง - 4 โมงเย็น

กินอาหารเช้าให้ถูกหลัก คือกินภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังจากตื่นนอน อาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีความสมดุลไปตลอดวัน แถมด้วยอาหารประเภทโปรตีนไขมันต่ำปริมาณเล็กน้อยในตอนเช้า และทุกมื้อระหว่างวัน เพราะจะให้พลังงานได้ยาวนาน เช่น ไข่ นมสักแก้ว โยเกิร์ต กับขนมปังธัญพืชปิ้งสักแผ่น




กินอาหารเที่ยงให้พลังงานสูง ประกอบด้วยโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งโปรตีนจะกระตุ้นสารในสมองคือ catecholamines ที่จะทำให้คุณกระฉับกระเฉง ลองเลือกไก่ (ต้องทำให้สุกๆ ก่อน) อาหารทะเล เนื้อ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ผักต่างๆ เช่น บล็อคโคลี ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง และผลไม้สัก 1 ส่วน


เลี่ยงสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีน บุหรี่ เพราะเป็นตัวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งไกว การดื่มกาแฟยังทำให้ปัสสาวะบ่อย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างกายสูญเสียน้ำและระดับเกลือแร่

ดื่มน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าไม่มีแคลอรี ไม่มีไขมัน ไม่มีโคเลสเตอรอล แต่จะช่วยระบบการเผาผลาญไขมันและฟื้นชีวิตชีวาคืนพลังงานให้กับร่างกายด้วย น้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ลำเลียงออกซิเจน ฮอร์โมน สารอาหาร ภูมิต้านทาน และเพิ่มประสิทธิภาพของโปรตีนและเอนไซม์ที่จำเป็นต่ำระบบเมตาบอลิซึมด้วย


หยุดแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้คุณรู้สึกเซื่องซึม เหตุผลคือร่างกายสูญเสียสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินบี (ไธอามีนและโพเลท) ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นที่สมองต้องการ




เลือกกินเมื่อรู้สึกหิว ถ้าคุณรู้สึกเพลียให้กินผลไม้หรืออาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชต่างๆ แทน การกินของขบเคี้ยวที่มีน้ำตาลจะทำให้คุณกระชุ่มกระชวยเพียงชั่ววูบแล้วก็จะหมดแรงลงอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงโซดาหรือน้ำหวานในช่วงบ่าย ของขบเคี้ยวแก้หิวเพื่อสุขภาพที่ขอแนะนำ เช่น คุกกี้ที่ผสมผลไม้ คุกกี้ผสมข้าวโอ๊ต องุ่นสักพวง โยเกิร์ต แครอท เซเลอรี ถั่วอัลมอนด์ เป็นต้น

หลับตาสักงีบ ถ้าคุณรู้สึกง่วงมากจริงๆ อย่างเลือกที่จะดื่มกาแฟ แต่ลองหลับตาหรืองีบสัก 10-15 นาที ก็จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นมาก

อยู่ห่างๆ อาหารไขมันสูง เช่น ชีส เนย มาการีน ครีม อาหารทอดทั้งหลาย เพราะจะมีแคลอรี่สูง ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมาก และจะทำให้คุณรู้สึกเฉี่อยชา

ออกกำลังกาย เป็นทางที่ดีที่จะชาร์ตแบตเตอรี่คืนมาอีกครั้งให้ร่างกายตื่นตัว เมื่อรู้สึกเหนื่อยจนเอนเดอร์ฟินหลั่งในระดับสูง ก็จะช่วยให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งก็จะช่วยฟื้นพลังงานให้คุณ ลองง่ายๆ เดินรอบๆ สำนักงานสัก 10 นาที นั่งอยู่กับโต๊ะทำงานแล้วยืดกล้ามเนื้อ บิดบริหารร่างกายสักครู่ก็จะช่วยเพิ่มความตื่นตัวให้คุณได้พอควร

ที่มา
http://social.eduzones.com/smith/59

วิธีจัดการกับอารมณ์เหนื่อยเพลีย

มีบ้างไหมที่คุณรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจเสียเต็มประดา จนไม่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรทั้งวัน อยากนอนอยู่กับที่เฉยๆ เผื่อจะหายเหนื่อยขึ้นมาบ้าง เหนื่อยแบบนี้ไม่เหมือนกับความเหนื่อยที่เกิดขึ้นหลังวิ่งหรือออกกำลังกายมาใหม่ๆ นะค่ะ แต่หมายถึงอารมณ์เพลียละเหี่ยใจ พาลไม่มีแรงทำอะไรสักอย่าง พอถึงวันหยุดก็จมอยู่กับที่นอนทั้งวัน จนเหมือนคนขี้เกียจ แถมให้คิดอะไรก็คิดไม่ค่อยจะออกเสียด้วย กลายเป็นคนความคิดช้า ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนที่เคยเป็น


เชื่อไหมว่าในโลกนี้มีคนที่กำลังมีอาการแบบนี้อยู่อีกเป็นล้านๆ คน จนแทบเหมือนเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาหรอกนะค่ะ เพราะลองคิดว่าถ้ามีคนมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียละเหี่ยใจตลอดเวลาแบบนี้เยอะขนาดนั้น แล้วองค์กรหรืองานที่คนเหล่านี้ทำอยู่จะเคลื่อนตัวไปได้ช้าเพียงใด ยิ่งหากมองภาพรวมในระดับประเทศชาติยิ่งแล้วใหญ่ การพัฒนาศักยภาพแขนงต่างๆ อะไรต่อมิอะไรคงเป็นไปได้ช้าพิลึก!

ในทางการแพทย์มองว่าอาการอ่อนเพลียของคนเราที่เกิดขึ้นเสมอๆ นี้ ถือเป็นความผิดปกติของร่างกายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา สาเหตุของความเหนื่อยอ่อนแบบนี้คงจะตอบได้ยากว่าเกิดจากอะไรแน่ เพราะแต่ละคนล้วนมีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วมักจะมีเหตุมาจากความเจ็บป่วยไม่สบาย การอดนอน ความเครียด คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การทำงานมากเกินไป การรับประทานยาประจำตัว หรือไม่ก็อารมณ์ที่กำลังซึมเศร้าจากแรงกดดันรอบๆ ตัว ยิ่งอยู่ในสภาพสังคมเมืองใหญ่ที่เรามักจะใช้พลังร่างกายกันเกินพิกัด เวลาควรนอนไม่ได้นอน เวลาควรกินไม่ได้กิน เพราะทำงานเกินเวลา หรือเป็นพวกนิยมการปาร์ตี้สังสรรค์ดึกดื่นข้ามวันข้ามคืน พอตื่นเช้าขึ้นมาเลยลุกไม่ไหว เรียกว่าปาร์ตี้กันเพลินเกินเวลาพาให้งานการเสียก็มีอยู่ไม่น้อย พอได้สติขึ้นมาก็รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรเสียแล้ว

อาการเหนื่อยๆ เพลียๆ นี้อาจรักษาได้ด้วยยาบางอย่าง อย่างเช่น ยาระงับประสาท หรือยานอนหลับ กินให้คลายเครียดนอนหลับสนิท ตื่นมาจะได้มีเรี่ยวแรง แต่ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ก็อย่างที่พอรู้ๆ กันอยู่ ถ้ากินติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลเสียต่อสุขภาพจิตประสาทแน่ๆ ทางที่ดีกว่า คือการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเสียใหม่ น่าจะให้ผลที่ดีในระยะยาวกับตัวคุณมากกว่า ลองพิจารณา 8 วิธีที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ แล้วนำไปปฏิบัติตามดู คุณอาจจะหยุดความอ่อนเพลียละเหี่ยใจกลับมาเป็นคนใหม่ได้ในเวลาไม่ช้าค่ะ



1.ไปตรวจสุขภาพ ลองนึกๆ ดูว่าที่คุณรู้สึกเหนื่อยๆ นั้นเป็นเพราะเกิดมาจากอาการไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเปล่า เพราะอาการอย่างเช่น เบื่ออาหาร มึนงง หัวหมุนติ้ว ปวดเมื่อยเนื้อตัว งงๆ ลอยๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ หรือซึมเศร้า บางทีอาจมาจากโรคที่ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ หรือบางครั้งยาที่เราจำเป็นต้องกินเข้าไปก็มีผลข้างเคียงทำให้ร่างกายเราอ่อนเพลียได้ เช่นยาประเภทที่มีผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย ยาแก้แพ้ หรือยารักษาอาการติดเชื้อบางประเภท ยารักษาโรคเรื้อรังบางอย่าง ยาระงับประสาทบางตัว อาจทำให้คนที่กินง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งคุณควรจะขอคำแนะนำจากคุณหมอเพิ่มเติมในเรื่องนี้ดูว่ามีวิธีไหนที่จะหลีกเลี่ยงได้บ้าง

2. ให้ความสำคัญกับการนอนหลับเพิ่มขึ้น ในวันหนึ่งๆ คุณควรจะนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย หากคุณนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอเป็นประจำ ลองนึกดูว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการนอนของคุณบ้าง เช่น ชอบเปิดไฟนอน ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือก่อนนอนเป็นนิสัย การทำแบบนี้มักจะเป็นการรบกวนการนอนของคุณโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรยกกิจกรรมเหล่านี้ไปทำที่อื่น แล้วก่อนนอนควรทำอะไรที่จะทำให้จิตใจคุณสงบนิ่ง สบาย เช่น อาบน้ำให้สะอาด หรือทำสมาธิสวดมนต์ ไหว้พระ เป็นต้น แล้วเมื่อถึงเวลานอนให้ตรงเข้ามาในห้องนอนเพื่อนอนเพียงอย่างเดียว อ้อ...ควรงดการดื่มกาแฟ หรือแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอนด้วยค่ะ

3. กินอาหารให้เพียงพอกับธรรมชาติของร่างกายต้องการ นอกจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันในปริมาณที่สมดุลแล้ว ยังจำเป็นต้องกินอาหารที่มีวิตามิน และเกลือแร่ที่เพียงพอด้วย ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีกำลังวังชา ไม่กินมากไปจนทำให้อ้วนเดินไม่ไหว หรือกินน้อยไปจนกลายเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย เลือกกินให้พอดีๆ ทั้งข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ก็จะช่วยคุณไม่ให้ไปเสียเงินเพิ่มกับค่าอาหารเสริมต่างๆ ทำให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นด้วย

4. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้วขึ้นไป หลายๆ คนพอจะรู้อยู่ว่าการดื่มน้ำเปล่ามากๆ จะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดี ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น แต่คุณบางคนอาจยังไม่เคยทราบว่าการดื่มน้ำก็ให้พลังงานกับร่างกายได้ด้วยเหมือนกัน เพราะเวลาที่ร่างกายไม่ได้รับน้ำเพียงพอ โดยธรรมชาติจะพยายามปรับตัวทำงานให้หนักขึ้นเพื่อให้ได้น้ำมาใช้ในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้กลายเป็นพลังงาน คล้ายๆ กับรถที่ขาดน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ในเวลาที่คุณต้องออกแรงหรือใช้ความคิดมากๆ จนรู้สึกหมดเรี่ยวแรง การได้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำผักคั้นสดๆ สัก 1-2 แก้วจะช่วยทำให้คุณรู้สึกแช่มชื่นขึ้นได้อย่างเห็นผล เพราะทั้งน้ำตาลธรรมชาติและวิตามินในน้ำผัก/ผลไม้จะเข้าไปทดแทนส่วนที่ถูกใช้ไปได้เป็นอย่างดี และหากเป็นไปได้ควรพยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนจะดีกว่า

5. กินอาหารแต่ละมื้อให้อิ่มพอดี หรือแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อยๆ ปริมาณน้อยแต่เพิ่มจำนวนมื้อ คุณลองสังเกตดูเวลาเรากินอาหารเข้าไปเยอะๆ จนอิ่มแปล้นั้น มักจะตามมาด้วยอาการง่วงเหงาเงื่องหงอย ในอีกไม่กี่นาทีต่อมาเสมอค่ะ นั่นเพราะร่างกายใช้พลังงานอย่างสูงไปในการย่อยอาหารจนหมด ดังนั้นการกินอาหารมื้อละน้อยๆ จะช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานแต่พอดีๆ แต่ยังช่วยให้ระบบการย่อยของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย แถมจะช่วยให้การเผาผลาญอาหารทำได้เต็มที่กว่าเดิมด้วย

6. หายใจลึกๆ ใช้สมาธิจดจ่อกับลมหายใจเข้า-ออก สักติดต่อสักประมาณ 2 นาที จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากอารมณ์เหน็ดเหนื่อย วิตกกังวล เศร้าใจ เสียใจ หรือโกรธ ต่างๆ ได้มาก ซึ่งมีผลให้จิตใจของคุณสงบ สบายขึ้น คุณอาจตั้งสติจดจ่อกับการหายใจแบบนี้ในเวลาที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่คนเดียว เช่น ตอนที่รถติดๆ บนถนน ขณะเดินเล่น หรือแม้กระทั่งเวลาซักผ้า ล้างจาน จะช่วยให้จิตใจของคุณมีสมาธิดีขึ้นได้

7. ออกกำลังกายให้มากขึ้น และทำอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารเอ็นดอร์ฟินขึ้นมาในสมองโดยอัตโนมัติ ซึ่งสารนี้จะเป็นสารที่ให้ความรู้สึกเป็นสุข ช่วยคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียได้ชะงัด และยังช่วยให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานที่ร่างกายเผาผลาญมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ขนาดที่เหมาะคือออกกำลังกายหนักปานกลางวันละ 30 นาทีอย่างน้อยๆ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ หากคุณเป็นคนหนี่งที่นานๆ จะมีโอกาสออกกำลังกายสักที ควรตั้งต้นเสียใหม่ยังไม่สายเกินไปด้วยการเริ่มต้นออกกำลังจากทีละน้อยๆ ช้าๆ ก่อน เช่น การเดินรอบๆ บ้าน แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทาง ความหนักทีละนิดๆ เช่น เปลี่ยนเป็นวิ่งระยะใกล้ๆ แล้วค่อยเพิ่มระยะทางยาวขึ้น เลือกการออกกำลังกายแบบใดก็ได้ที่ไม่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยจนทนไม่ไหวเสียก่อน เมื่อคุณได้ใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายแล้วจะช่วยให้คุณนอนหลับได้สนิท ความรู้สึกนึกคิดก็จะแจ่มใสกว่าเดิม



8.อยู่กับปัจจุบันให้ได้ เคยมีคนกล่าวไว้ว่า หากแบ่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตเป็น 100 ส่วน ประมาณ 35 ส่วนจะถูกใช้ไปกับการคิดถึงอดีต 35 ส่วนจะใช้กับการคิดถึงอนาคต ที่เหลืออีกเพียง 30 ส่วนจึงจะใช้คิดถึงเรื่องปัจจุบัน ฟังแล้วคงเห็นภาพว่าทำไมเราถึงรู้สึกเหนื่อยกับเรื่องบางเรื่องที่มันผ่านไปแล้วและเราไม่สามารถแก้ไขได้ หรือเหนื่อยกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเสียเหลือเกิน ดังนั้นทางออกก็คือ การอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่คุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ การจดจ่อกับปัจจุบันกาลจะทำให้คุณมีสติรับรู้อันเต็มเปี่ยมทุกขณะจิต มองโลก มองสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ ตามความเป็นจริง และจะช่วยให้คุณตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมาก เลือกทำในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ รู้ว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง ไม่ลนลาน หรือร้อนรน ทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและคนรอบข้างได้

อ่านจนครบ 8 วิธีแล้ว หวังว่าใครที่มักจะรู้สึกเพลียใจอยู่จนเป็นกิจวัตรน่าจะปรับตัวได้ดีขึ้นนะค่ะ แถมท้ายอีกหน่อยด้วยวิธีแก้เครียด วิตกกังวล และกลัว ซึ่งมีที่มาเหตุการณ์ต่างๆ ที่คุณประสบพบเจอ ปัญหาชีวิต ปัญหาเศรษฐกิจ ความคิด ความทรงจำ หรือแม้แต่ความผิดหวังจากที่คาดหวังเอาไว้ ทั้งหมดนี้ล้วนก่อความเครียดให้คุณได้ไม่มากก็น้อย นำมาซึ่งอาการข้างเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหัว ปวดคอ ปวดตึงที่กล้ามเนื้อไหล่ เหงื่อออกมาก ใจเต้นแรง เป็นต้น วิธีทำใจให้คลายเครียดที่เราอยากแนะไว้ตรงนี้ โดยการ กินอาหารให้ถูกส่วน พร้อมกับ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างที่พูดถึงไปแล้วข้างต้น

อย่าเก็บปัญหาที่คุณกำลังเครียดอัดอั้นไว้กับตัว ลองปลดปล่อยมันออกมาด้วยการเล่าให้เพื่อนสนิทที่คุณไว้ใจได้สักคนฟัง ปรึกษาเพื่อนถึงปัญหาที่คุณเผชิญอยู่ การปลดปล่อยจะทำให้คุณรู้สึกสบายขึ้น แล้วสติปัญญาแจ่มใสคิดแก้ไขสถานการณ์ก็จะเกิดตามมาไม่เชื่อลองดู

ผ่อนคลายจิตใจ ด้วยการหัวเราะเสียบ้าง การอยู่ท่ามกลางคนอารมณ์ดีจะช่วยคุณได้มากในเรื่องนี้ จะทำให้คุณคลายความเครียดได้ชะงัด ความคิดจะกลับมาแจ่มใส พร้อมหันหน้าสู้ปัญหาอย่างมีสติ

ให้เวลากับกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าน ฯลฯ จะเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ทั้งยังให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากปัญหาเดิมๆ เหล่านั้นด้วย เผลอๆ จะช่วยคุณมีทางออกให้กับปัญหาแบบไม่รู้ตัว
ที่สำคัญที่สุดอย่างที่กล่าวไปแล้วคือ การอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด ค่ะ

ข้อมูลจาก : http://www.kpmax.com/molwebboard/blog/blog.php?module=detail_post&blog_id=2578&blog_name=cop.ubonrat&user_blog_id=89
ที่มา :นิตยสาร Health Today

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ


อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่น้ำจะเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องดื่มน้ำเพราะความจำเป็น แต่ในความเป็นจริง น้ำ เป็น "อาหารอันวิเศษ " ที่ช่วยในการดูแลรูปลักษณ์อย่างถาวร

ทานน้ำเพื่อให้ไตทำงาน

ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเราทานน้ำไม่เพียงพอ เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนักขึ้น หน้าที่หลักของตับก็คือ ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายให้เกิดเป็นพลังงาน แต่ตับต้องมาทำหน้าที่ของไต ทำให้มันไม่สามาถทำหน้าที่หลักได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้เอง จำทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และยิ่งเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกายมากขึ้น และทำให้การดูแลรูปลักษณ์หยุดชะงักลง



กักน้ำด้วยน้ำ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นการรักษาของเหลวไว้ได้ดีที่สุด เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อย มันจะรับรู้ว่าจะต้องรักษาความอยู่รอดไว้โดยจะต้องรักษาน้ำไว้ทุกหยด ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้ในที่ว่างพิเศษในโพรงเล็กๆ (ภายนอกเซลล์) ซึ่งจะเห็นได้จากอาการบวมที่เท้า มือ และขา การขับปัสสาวะจะช่วยให้ดีขึ้นชั่วคราว และจะบังคับให้ร่างกายเกิดความรู้สึกว่าจะต้องมีน้ำเข้ามากักเก็บไว้พร้อมกับความต้องการสารอาหารที่สำคัญบางชนิด เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ อาการที่เกิดขึ้นก็จะหายเป็นปกติ

วิธีที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดน้ำในร่างกาย ก็คือเราจะต้องดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อที่ร่างกายจะมีน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน หากคุณมีปัญหาร่างกายขาดน้ำอาจมาจากสาเหตุที่ร่างกายได้รับปริมาณเกลือมากเกินไป ร่างกายของเราจะสามารถรับปริมาณโซเดียมได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่การกำจัดปริมาณเกลือที่ทานเข้าไปเกินความต้องการนั้นสามารถทำได้ง่าย เพียงแต่ดื่มน้ำให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำจะช่วยให้ไตขับโซเดียมออกมา คนที่มีน้ำหนักมากร่างกายต้องการน้ำมากกว่าคนผอม คนตัวใหญ่จะมีการเผาผลาญที่มากกว่า น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก เพราะน้ำเป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน

น้ำยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเรามีความชุ่มชื้น และยังทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นหลังจากการดูแลรูปลักษณ์ เซลล์ขนาดเล็กสามารถลอยตัวอยู่ได้ด้วยน้ำทำให้ผิวหนังดูเปล่งปลั่งและสดใส ชุ่มชื้น

น้ำยังช่วยกำจัดของเสีย ระหว่างการดูแลรูปลักษณ์ร่างกายจะมีของเสีย โดยเฉพาะไขมันที่จะต้องกำจัดออก ซึ่งถ้าหากร่างกายมีน้ำเพียงพอก็สามารถกำจัดของเสียเหล่านี้ออกมาได้มาก


น้ำช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

น้ำสามารถช่วยไม่ให้ท้องผูก หากร่างกายได้รับน้ำน้อย ทำให้ขับถ่ายลำบาก ซึ่งทำให้เกิดท้องผูก แต่สามารถช่วยให้หายได้ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ

ได้มีการค้นพบว่าน้ำมีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ร่างกายไม่สามารถทำหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์หากได้รับน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเผาผลาญไขมันที่สะสม หากร่างกายเก็บน้ำไว้มากจะดูได้จากการที่มีน้ำหนักเกิน แต่แก้ไขได้โดยการดื่มน้ำเพิ่มขึ้น การดื่มน้ำมากขึ้นจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอ? โดยเฉพาะควรดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักเกินควรดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก และจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหากคนๆ นั้น ชอบออกกำลังกาย หรืออยู่ในที่ๆมีอาการร้อน หรือแห้ง น้ำเย็นจะถูกดูดซึมในร่างกายได้เร็วกว่าน้ำอุ่น บางหลักฐานแนะนำว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเผาผลาญแคลลอรี่ ในการที่จะใช้ประโยชน์จากการดื่มน้ำเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดควรปฏิบัติ ดังนี้

เช้า ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง

บ่าย ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง

เย็น ดื่มน้ำหนึ่งควอต ระหว่างเวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม

เมื่อร่างกายได้รับน้ำ มันจะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ร่างกายจำเป็นต้องรักษาระดับของของเหลวให้สมดุลย์ไว้ ซึ่งเรียกว่า "breakthrough Point ซึ่งหมายถึง ต่อมเอ็นโดซีนจะสามารถทำงานได้ดีขึ้น เมื่อการรักษาระดับของเหลวในร่างกายเบาบางลงเนื้องจากสูญเสียน้ำ ไขมันจำนวนมากจะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากตับมีอิสระในการทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่สะสม ทำให้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำ รู้สึกหิวตลอดเวลา หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการขาดความสมดุลย์ในการรักษาระดับของเหลวในร่างกาย ซึ่งจะทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เพื่อกลับคืนสู่สภาพปกติคุณจะต้องดื่มน้ำจำนวนมากขึ้น

"การดื่มน้ำ" ก็ต้องมีเทคนิค


ดื่มน้ำเยอะ ทำไมยังป่วย
ปริมาณน้ำที่ดื่มควรให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว อาศัยความสมดุลของ ดิน น้ำ ลม ไฟ สูตรการดื่มน้ำก็คือ ให้เอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม คูณด้วย 2.2 เอาผลลัพธ์มาหาร 2 แล้วคูณด้วย 30 ก็จะได้ปริมาณน้ำ หน่วยเป็นมิลลิลิตรที่ควรดื่ม เช่น คนที่มีน้ำหนัก 60 กก. (60x2.2x30)/2 = 1980 มิลลิลิตร หรือเท่ากับ 2 ลิตร เทียบได้ว่า 1 ลิตรเท่ากับน้ำ 5 แก้ว ดังนั้นต้องดื่มน้ำประมาณ 10 แก้วต่อวัน ร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำเกือบ 70% ในเลือดประกอบด้วยน้ำ 90% จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ มิฉะนั้นเลือดจะข้นจะหนืด การไหลเวียนก็ไม่ดี ไม่สะดวก อุดตันอยู่ในเส้นเลือด

ดื่มตอนไหน
ตอนเช้าก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำสัก 2-5 แก้ว เพื่อเป็นการชำระของเสีย โดยการเอาอุจจาระ ปัสสาวะออก เหตุที่ดื่มก่อนแปรงฟัน เพราะว่าจะได้เว้นระยะ จากการทานอาหารเช้าให้มากๆ จะทำให้อาหารได้ย่อยเสียก่อน จะได้อุจจาระ ปัสสาวะก่อนออกไปทำงาน น้ำส่วนที่เหลือ ให้ทยอยดื่มบ่อยๆ ครั้งละ 2-3 อึก หรือไม่เกินครึ่งแก้วต่อครั้ง อย่ารอให้หิวและอย่าดื่มทีละมากๆ เพราะน้ำจะไหลลงอย่างรวดเร็ว ลำไส้ดูดซึมไม่ทัน แถมไตยังต้องทำงานหนัก ในการขับออกเป็นปัสสาวะอีก ช่วงเวลา 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างรับประทานอาหาร หลังอาหารหรืออิ่มใหม่ๆ อย่าดื่มน้ำมาำก ควรดื่มไม่เกิน 1 แก้ว เพื่อมิให้น้ำนั้นเข้าำไปดับ "ไฟสำหรับย่อยอาหาร" ที่กระเพาะ ทานเสร็จแล้ว 40 นาที จึงค่อยดื่มน้ำต่อไป ช่วงก่อนนอนก็เป็นอีกช่วง ที่ไม่ควรดื่มน้ำมากนัก เพราะเวลานี้ไตต้องการการพักผ่อน

ดื่มน้ำอะไร
น้ำเย็นก็ไม่ควรดื่ม น้ำต้มสุกก็ไม่ดี น้ำต้มสุกเป็นน้ำที่ตายแล้ว แร่ธาตุก็พากันตกตะกอนหมด ดื่มน้ำที่กรองแล้วก็พอ หรือดื่มน้ำอุ่นก็จะดีมาก เพราะอุณหภูมิใกล้เคียงกับร่างกาย ทำให้สามารถดูดซึมน้ำได้ดี

6 ท่า 6 จุด หยุดไขมัน


Obesity Therapy เป็นโยคะประยุกต์เพื่อลดสัดส่วน ซึ่ง ครูแฮ้งค์-ปรีชา พุฒทอง ได้ศึกษาและทดลองมานานกว่า 3 ปีจนได้รับลิขสิทธ์การันตีว่าช่วยลดไขมัน 6 จุดในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นของข้อต่อดีขึ้น ลดอาการเมื่อยล้า สร้างสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ พัฒนาทักษะในการควบคุมการใช้อวัยวะ รู้จังหวะการหายใจ การรู้สึกตัวในขณะปฏิบัติ โดยทั้ง 6 ท่านี้ เป็นท่าพื้นฐานใน 35 ท่าโยคะ Obesity Therapy ที่ทำง่ายและได้ผลดี

1. ท่าหน้าวัวประยุกต์

A. ยืนตัวตรงเท้าชิดติดกัน มือขวาจับปลายผ้าขนหนูข้างหนึ่ง ยกแขนขวาขึ้นแล้วงอข้อศอกลงไปด้านหลังศีรษะ แขนซ้ายแนบติดลำตัวงอแขนไว้ด้านหลังขนานกับช่วงเอว จับปลายผ้าขนหนูอีกข้าง

B. หายใจเข้า มือขวาออกแรงดึงผ้าขนหนูขึ้นให้แขนขวาชิดใบหู

C. หายใจออก มือซ้ายดึงผ้าขนหนูลงจนแขนซ้ายตึง ระวังอย่าให้แขนซ้ายแยกออกจากลำตัว และต้องดึงผ้าให้ตึงตลอด ทำต่อเนื่องจนครบ 10 ครั้ง ครั้งที่11 ลดแขนทั้งสองให้ขนานกันดังภาพแล้วออกแรงดึงผ้าให้ตึง ปล่อยแขนลงผ่อนคลาย ทำซ้ำอีกข้าง ท่านี้จะช่วยลดไขมันส่วนเกินบริเวณท้องแขนได้เป็นอย่างดี Happy

2. ท่าเรือกลไฟ

A. ยืนตัวตรงกางขาออกกว้างเป็น 3 เท่าของช่วงไหล่ ขาเหยียดตรงเปิดปลายเท้าขวาให้ตั้งฉากกับลำตัว หายใจเข้า หงายฝ่ามือยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้นขนานกับพื้น หายใจออก หมุนตัวมาทางขวามือ 90 องศา

B. หายใจเข้าประสานมือดันนิ้วชี้ขึ้นเหนือศีรษะ ยืดแขนให้ตึง หายใจออก งอเข่าขวาให้ตั้งฉากไม่เกินนิ้วโป้งเท้า

C. หายใจเข้า เกรงขายืดแขนให้ตึง หายใจออก ยืดตัวตรง แขม่วท้อง

D. หายใจเข้า เกร็งขายืดตรง กลับไปท่าเริ่มต้น ทำแบบนี้ข้างละ 3 ครั้ง ท่านี้จะช่วยลดไขมันท้องแขน และสะโพก ได้บริหารปีกสะบักกลางหลัง และกล้ามเนื้อต้นขา

3. ท่าบิดลำตัว

A. นั่งหลังตรง ใช้ขาซ้ายไขว้ขาขวา ปลายเท้าขวาวางข้างสะโพก อกชิดติดเข่า แขนซ้ายกอดหัวเข่าขวา

B. หายใจเข้าให้ลึก วาดแขนขวาไปทางด้านหลังวางไว้ที่เอว หายใจออก แขม่วท้องบิดเอวหันหน้าไปทางด้านหลัง หายใจเข้าหันหน้ากลับท่าเริ่มต้น ทำ 3 รอบแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้จะช่วยลดเอว หน้าท้อง ต้นขา ปีกสะบัก และแนวขอบอก

4. ท่ายืดส่วนหลัง

นั่งหลังตรง ยืดขาทั้งสองข้างไปด้านหน้าเกร็งปลายเท้าให้ตั้งฉาก หายใจ เข้ายกแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ หายใจออก คว่ำมือแล้วค่อยๆ ก้มตัวลง เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณช่วงเอว แล้วใช้นิ้วชี้เกี่ยวนิ้วโป้งเท้า ค่อยๆ ก้มตัวลงอีก งอศอกเล็กน้อยค้างไว้ประมาณครึ่งนาที (สำหรับคนที่ไม่สามารถเกี่ยวนิ้วได้ อย่าฝืน ให้จับบริเวณใต้เข่าและก้มตัวเท่าที่ทำได้) ยืดตัวขึ้นช้าๆ ท่านี้จะช่วยกระตุ้นการขับถ่าย บริหารกล้ามเนื้อส่วนหลัง และต้นขา

5. ท่าสะพาน

A. หายใจเข้านอนหงายขนานกับพื้น งอขาชันเข่า เอามือจับที่ส้นเท้า เกร็งหัวเข่ากดคางกับหน้าอก

B. หายใจเข้า ยกสะโพกขึ้นเท่าที่ทำได้ (ใช้มือค้ำที่เอวได้) หายใจออก หายใจเข้า เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก หายใจออก ค่อยๆ วางตัวลงกับพื้น ทำ 4 ครั้ง ท่านี้จะช่วยลดไขมันหน้าท้อง ต้นขา และบริหารกล้ามเนื้อหลัง

6. ท่าศพ

นอนเหยียดขา กระดกปลายเท้า เกร็งเท้า เข่า ต้นขา สะโพก ขมิบก้น เกร็งส่วนคอ กำหมัดแล้วเกร็ง โดยเกร็งส่วนละ 2 วินาที แล้วปล่อยให้ผ่อนคลายเป็นท่าจบและนอนพัก การเกร็งส่วนต่างๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

ภาพและข้อมูลจาก HEALTH & CUISINE
http://www.teenrama.com/what/f_old_what385.html

เคล็ดลับการกิน


ไม่ว่าในสภาพอากาศแบบไหน เคล็ดลับการบริโภคที่จะทำให้ มีสุขภาพร่างกายดีได้ตลอดปี คือ

1. ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวทุกเช้า โดยการผสมน้ำค่อนข้างอุ่น 350 มิลลิลิตร กับน้ำมะนาวครึ่งผล เพราะน้ำมะนาวจะช่วยชะล้าง และทำความสะอาดระบบต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น และทำงานได้อย่างไม่ง่วงเหงาหาว นอนตลอดทั้งวัน

2. ควบคุมการรับประทานให้สมดุล เพราะภาวะโภชนาการที่ดีคือต้องมีความพอดี ระหว่างคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และน้ำหนักของ ร่างกาย(โปรตีน 2-3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตรและออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 4-5 ชั่วโมง ถ้าทำได้เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะป่วยง่ายอีกต่อไป

3. อย่าติดกาแฟ การบริโภคกาแฟมากๆ จะทำให้ร่ายกายขาดน้ำและหงุดหงิด วิธีแก้สำหรับคอกาแฟคือเมื่อใด ที่คิดจะดื่มกาแฟ ก็ให้ดื่มน้ำเปล่าลงไปก่อน 1 แก้วใหญ่ๆ จะทำให้ดื่มกาแฟได้น้อยลง วิธีนี้นอกจากช่วย ให้หายหงุดหงิดระหว่างทำงานแล้ว น้ำหนักตัวก็จะลดลงได้ด้วย

4. คุณค่าอาหารเช้า เลือกอาหารเช้าที่มีคุณค่า งดของทอด ของมัน และของรสจัด ลองเปลี่ยนมาม่าเป็นโยเกิร์ตกับ ผลไม้ หรือมูสลี่สักชาม ปิดท้ายด้วยน้ำผลไม้แก้วใหญ่ แต่ถ้ากลัวหวานจัดก็ให้ผสมน้ำลงไปในน้ำผลไม้ ครึ่งหนึ่งเพื่อลดปริมาณน้ำตาล เท่านี้ก็จะมีพลังทำงานไปตลอดเช้าแล้วล่ะค่ะ

5. บริโภคไขมันบ้าง ชีสคอตเตจไขมันต่ำทุกๆ 100 กรัม จะมีปริมาณไขมันเพียง 2.4 กรัมเท่านั้น ซึ่งสามารถ นำมาใช้ทาขนมปังแทนเนยหรือมาร์การีนได้เป็นอย่างดี นอกจากอร่อยแล้ว ยังทำให้ได้ไขมันในปริมาณ ที่เหมาะสมด้วย

6. มื้อกลางวันอาหารแป้ง ร่างกายต้องการแป้งในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้มีเรี่ยวแรงทำงานได้ตลอดบ่าย ในเมนูมื้อ กลางวัน ลองเลือกรับประมานอาหารแป้งที่มีเส้นไยไฟเบอร์อย่างขนมปังโฮลวีตและข้าวโอ๊ตดูบ้าง นอก จากจะช่วยให้อิ่มทนแล้ว ยังลดคอเลสเตอรอลได้ด้วย

เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีได้

สมุนไพรสลายไขมัน


โรคอ้วน เป็นโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลระหว่างการได้รับพลังงานและการใช้พลังงาน ซึ่งก็มีสาเหตุต่างๆ กันออกไป เช่น กรรมพันธุ์ การเผาผลาญพลังงานและระบบต่อมไร้ท่อผิดปกติ หรืออาจจะเกิดจากการรับประทานมากเกินไป

คนที่ลองใช้สารพันวิธีในการลดความอ้วนแล้วไม่ได้ผล ลองหันมาใช้สมุนไพรต่างๆ ที่จะแนะนำควบคู่กันไป อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนอ้วนที่ต้องการเอาชนะความอ้วนก็ได้

ชาเขียว ได้มีการทดลองนำเอา สารสกัดชาเขียว ซึ่งมี catechin อยู่ 25% โดยทดลองในหลอดทดลอง พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้ง gastric และ pancreatic lipase และกระตุ้นการสร้างความร้อนในร่างกาย(Thermogenesis)

นักวิจัยจึงนำสารสกัดชาเขียวมาทดลองกับผู้ที่เป็นโรคอ้วนไม่มากนัก (moderate obes patient) โดยทดลองกับชายอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยให้รับประทานสารสกัด วันละ 2 ครั้ง เช้า กลางวัน ครั้งละ 2 แคปซูล (รวมแล้วได้ catechin 375 มก./วัน) พบว่าหลังจาก 3 เดือน น.น. ลดลง 4.0% และรอบเอวลดลง 4.48% ซึ่งเป็นการสนับสนุนได้ว่าสารสกัดชาเขียวมีผลลดความอ้วนได้ โดยออกฤทธิ์ยับยั้ง lipase และกระตุ้นการเกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย

พริกไทย สารสำคัญที่คาดว่าช่วยลดน้ำหนักคือ อัลคาลอยด์ piperine ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ที่ทำให้มีรสชาดเผ็ดร้อน ปกติพริกไทยใช้เป็นเครื่องเทศ แต่ใช้ในปริมาณน้อย ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร อาจเพราะมีสารกลุ่มโมโนเทอร์ปีนและเซคลิเทอร์ปีนซึ่งเป็นสารที่ให้กลิ่นเฉพาะของพริกไทย

บุก มีสารสำคัญที่ช่วยลดน้ำหนักคือ คาร์โบไฮเดรต(หรือ Dietary fiber) มีชื่อเรียกว่า กลูโคแมนแนน แต่บุกมีผลึกคัลเซียมออกซาเลตอยู่มาก ต้องกำจัดด้วยการต้มน้ำหลายๆ ครั้งก่อนนำมาปรุงเป็นอาหาร

ส้มแขก ทางภาคใต้ใช้แต่งรสเปรี้ยวในอาหาร สารสำคัญที่คาดว่าสามารถลดความอ้วนของส้มแขก คือ HCA (Hydroxy Citric Acid) สรรพคุณแผนโบราณใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ และขับปัสสาวะ

ลองผสมผสานหลายๆ วิธีให้เหมาะกับตัวคุณ อย่าเพิ่งท้อ..หากคุณตั้งใจจริง ความสำเร็จที่จะใส่กางเกงเอวต่ำโชว์พุงแบนราบที่กำลังนิยมกัน รออยู่ข้างหน้า

9 วิธี หนีอ้วน


อยากผอมทำยังไงดีคะ? แน่นอนว่าถ้าสาวๆ ไม่เลือกอดอาหารยอมหิวจนตาลายก็ต้องโหมออกกำลังอย่างหนักเหลือทน แต่วันนี้เรามีทางเลือกให้คุณผอมหุ่นเพียวสวยด้วยวิธีง่ายๆ มาเสริฟถึงที่ค่ะ ที่สำคัญไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องโหมออกกำลังกายค่ะ แค่เปลี่ยนพฤติกรรมแสนง่าย 9 อย่างเท่านั้นเองค่ะ



1. นอนหลับให้เต็มอิ่ม จากการวิจัยของสถาบัน Howard Hughes Medical มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่ายิ่งคุณนอนน้อยเท่าใด ร่างกายของคุณก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งผลิตฮอร์โมน leptin ได้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อน้ำหนักตัว เนื่องจาก leptin จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นน้ำหนักให้ลดลงได้ถึง 2 ทาง คือ มันจะช่วยลดความอยากในการรับประทานได้ โดยการบอกสมองว่า “นี่! หยุดเคี้ยวซักทีเถอะ อิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้วนะ” และอีกด้านหนึ่งมันก็จะกระตุ้นให้คุณใช้พลังงานมากขึ้นซะอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังเห็นได้ชัดอีกว่าเมื่อเรานอนน้อยร่างกายก็จะไปต้านการลดลงของน้ำหนัก จากการที่ ghrelin ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหาร จะมีปริมาณสูงกว่าในบรรดาผู้ที่นอนไม่พอ (แต่ถ้าเกิดคุณนอนไม่พอในคืนหนึ่ง ลองพยายามงีบหลับให้ได้ในวันต่อมา เพราะฮอร์โมนจะไปทำให้คุณต้องปิดตาหลับภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน)



2. ปิดวิทยุซะ คุณรู้มั้ยว่าเวลาตามร้านอาหารต่างๆ ถ้าเขาอยากจะให้ลูกค้าภายในร้านจัดการกับอาหารตรงหน้าให้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบออกจากร้านไปโดยเร็วนั้น ทางร้านก็จะเปิดเพลงจังหวะเร็ว (ประมาณ 120-130 จังหวะต่อนาที) ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีนะคะ เพราะว่าจังหวะเพลงที่เร็วนี้จะทำให้คุณใส่ใจกับการรับประทานอาหารตรงหน้ามากขึ้นค่ะ ฉะนั้นก่อนมื้ออาหารถ้าอยากผอมจงเลือกเอาว่าจะปิดวิทยุของคุณซะ หรือจะบรรเลงใส่แผ่นเพลงเบาๆ ใส่เครื่องเสียงของคุณระหว่างทานอาหารมื้ออร่อย



3. กินให้ครบทุกมื้อ ข้อนี้สำหรับสาวๆ ที่ชอบอดอาหารมื้อเช้าเพื่อความผอม เพราะเชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีประโยชน์หรอก ซ้ำยังทำให้คุณอ้วนขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกนะในเมื่อเช้าคุณไม่ได้ทานอะไรด้วยเหตุอยากผอม แต่กลายเป็นว่าตกกลางวันคุณกลับหิวไส้แทบขาด ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่คุณหยิบจับขึ้นมาได้ ก็ขนใส่ปากไปไม่บันยะบันยังซะหมด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อาทิ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง คุณก็จะรู้สึกโหยหาอาหารอย่างแรง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายค่ะ และด้วยกลไกทางด้านความรู้สึกนึกคิด เมื่อคุณไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า มื้อถัดมาคุณก็จะทานมากขึ้น เพราะคิดว่า “เอาเถอะน่าเมื่อเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ชดเชยซะหน่อยแล้วกัน” ที่สำคัญร่างกายของคุณก็จะยิ่งคิดว่าตอนนี้คุณอยู่ในภาวะขาดอาหาร ฉะนั้นระบบเมตาโบลิซึมของคุณจะค่อยๆ ทำงานช้าลง นั่นแปลว่าการเผาผลาญพลังงานก็จะต่ำลงไปด้วย เข้าใจง่ายๆ ก็ “คราวนี้แหละคุณขา อ้วนแน่ๆ”



4. อย่าเอะอะอะไรก็ใช้รถๆ หัดเดินซะบ้าง อย่าปฏิเสธว่าข้อนี้ไม่จริงเลย เพราะการใช้รถในแต่ละวันจะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 6% ต่อชั่วโมง แต่ในทางกลับกันทุกๆ ไมล์ในการเดินของคุณในแต่ละวันจะกลับเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 8 % แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ง่ายๆ ค่ะ เวลาคุณคุยโทรศัพท์เม้าส์กับเพื่อนสาวเรื่องยัยเพื่อนร่วมงานตัวแสบเนี่ยช่วยได้นะ แค่คุยไปคุยมาแล้วเดินวนรอบห้องเผลอแป๊ปเดียวก็เดินเป็นกิโลๆ แล้วล่ะ ยิ่งถ้าเราจะขว้างแคลอรี่ไปไกลๆ จากเราจริงๆ ล่ะก็ เวลาดูทีวีพอถึงช่วงเบรคโฆษณาก็ลุกขึ้นย้ายตัวเองไปรอบๆ บ้าง หรือไม่ก็ลองขึ้นๆ ลงๆ บันไดบ้านนี่ล่ะดู ผลัดกับการเดินเร็วๆ จากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่งในบ้านดูสิ หรือเด็ดสุดก็อีตอนช้อปปิ้งนี่แหละ เซย์โนลิฟท์และบันไดเลื่อนสิคะ รับรองผอมค่ะ



5. แค่โดนแดดบ้างก็ผอมแล้ว อย่างงค่ะ คุณคงไม่รู้มาก่อนว่าแสงแดดทำให้ผอมได้ เพราะร่างกายของเราต้องการแสงแดดเหมือนกัน เพื่อไปผลิตฮอร์โมน serotonin ซึ่งมีส่วนในการไปช่วยลดความอยากน้ำตาลและอาหารอย่างอื่นด้วย ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มที่จะอยากทานพวกขนุกขนมก็เดินออกไปรับแดดแทนแล้วกัน อืม...แล้วแม้แต่ช่วงอากาศเย็นๆ ก็เถอะหากเปิดผ้าม่าน บานเกล็ด ระหว่างวันซะบ้างก็ยังดีนะ (แต่อย่าอยากขนมมากทั้งวันนะ ไม่งั้นคงต้องไปตากแดดจนมะเร็งผิวหนังถามหาแน่ๆ )



6. อย่าเก็บคุ๊กกี้หรืออาหารอย่างอื่นไว้ในโถแก้ว เพราะถ้าคุณเก็บอาหารไว้ในที่ๆ ไกลสายตาหน่อย มันก็ง่ายที่จะป้องกันไม่ให้ของอ้วนๆ มาเย้ายวนเรา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลได้แนะว่าสาวๆ จะกินของหวานได้มากขึ้นเมื่อเห็นมันจัดวางอยู่บนโต๊ะเด่นชัดสวยงาม ดังนั้นมาลองเก็บของหวานทั้งหลายไว้ในภาชนะทึบแสงหรือไปวางไว้ไกลๆ ตาไกลๆ จมูกจะดีกว่านะคะ



7. วางส้อมลงทุกครั้งที่เคี้ยว ช่วงเวลา 20 นาที เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณทานอาหารเร็วเกินไป ร่างกายของคุณก็จะไม่มีเวลาพอที่จะรับรู้ได้ว่าถึงเวลาที่ควรอิ่ม ผลที่ตามมาก็คือคุณทานมากไป การทานช้าลงเท่านั้นค่ะที่ช่วยได้ คุณอาจจะใช้ตะเกียบมาเป็นตัวช่วยในการทานอาหารก็ได้ จะทำให้คุณทานอาหารได้ช้าลง (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับการใช้ตะเกียบให้ถนัดมือ) หรือลองอีกวิธีที่จะทำให้คุณรับรู้ได้ถึงรสอร่อยของอาหารมากขึ้น โดยเคี้ยวแต่ละคำให้ได้เวลาราว 30 วินาที แค่นี้คุณก็จะเห็นได้เลยว่าการทานอาหารช้าๆ ทำให้รับรู้ถึงรสชาติอาหารดีขึ้นและผอมค่ะ



8. เปิดไฟทานอาหาร ในห้องที่มืดสลัว จะทำให้คุณทานได้มากขึ้น ทำไมน่ะเหรอ คำตอบอยู่ที่ทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวไว้ว่าแสงไฟมืดสลัว จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับการรับประทานมากขึ้น ในทางกลับกันมีการวิจัยว่าเมื่อคุณทานอาหารในห้องที่สว่าง ก็ดูเหมือนว่าคุณจะทานอาหารได้ลดลง



9. แค่โกรธก็อ้วนแล้ว ถ้าคุณไม่รู้จักระงับอารมณ์คุณก็มีสิทธิ์อ้วนได้ ยังไงน่ะเหรอ ก็เวลาที่คุณเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ระดับของฮอร์โมน cortisol ในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ จากผลงานวิจัยพบว่าเมื่อคนเราโกรธ และหากยิ่งโกรธถี่ขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักและรอบเอวหนาๆ ในทางอ้อม (แถมยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อปัญหาของระบบหัวใจอีกต่างหาก) ดังนั้นคราวหน้าถ้าใครมายั่วอารมณ์คุณ ก็นับ 1-10 สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติดีๆ แค่นั้นเอง นึกซะว่าเพื่อผอมๆๆๆ หรือใช้นิ้วโป้งนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับเพื่อการผ่อนคลายก็ได้ค่ะ



ที่มา

http://women.impaqmsn.com/articles/679/79001603.html

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“กล้ามเนื้ออ่อนแรง” ลางร้ายของระบบประสาท


คนใช้รายหนึ่งมาพบหมอเพราะมือไม่มีแรง จับปากกาไม่ติดจนเซ็นชื่อไม่ผ่าน ส่วนอีกรายมีอาการเดินกะเพลกเหมือนคนเท้าแพลงแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ เชื่อหรือไม่ว่า คนไข้ทั้งสองรายนี้ป่วยด้วยโรคเดียวกัน

คนไข้รายแรกเป็นนักธุรกิจ ต้องทำงานใกล้ชิดกับเอกสารและการเงิน วันหนึ่งมาพบหมอเพราะมีปัญหาเซ็นเช็คไม่ผ่าน หมอให้คนใข้ลองเขียนตัวหนังสือให้ดู จึงสังเกตเห้นมือของคนไข้จับปากกาได้ไม่แน่นทั้งที่เป็นมือข้างที่ถนัด สันนิฐานเบื้องต้นว่า คนไข้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงบริเวณมือ แต่เนื่องจากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นอาการบ่งชี้ของโรคได้อย่าง จึงขออธิบายให้เข้าใจสาเหตุของอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงกันก่อนนะครับ

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีสาเหตุมาจากโรค 2 กลุ่มหลักดังนี้ กลุ่มแรกเป็นโรคทางอายุรกรรม ได้แก่ โรค Amyotrophic Laterral Sclerosis (ALS) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทไม่สามารถสั่งงานให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติ ทั้งๆ ที่ยังแข็งแรงอยู่โรคนี้พบมากในผู้หญิงไม่จำกัดอายุ อีกโรคคือ โรค Myasthenais Gravis (MG) เป็นโรคที่ระบบประสาทปกติ แต่กล้ามเนื้อกลับไม่สามารถสามารถทำงานได้ ทำให้มีอาการหนังตาตก ห้อย จากสถิติพบมากในผู้หญิงอายุ 25 – 35 ปี ทั้งสองโรคนี้ วงการแพทย์ยังไม่สรุปสาเหตุการเกิดโรคไดอย่างชัดเจนและยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทำได้เพียงกินยาเพื่อไม่ให้อาการทรุดหนักกว่าเดิมเท่านั้น และยังพบว่า หากในครอบครัวมีประวัติการป่วยโรคดังกล่าว ผู้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงก้มีโอกาศป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

กลุ่มที่สองเกิดจากโรคทางศัลยกรรม เป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น อุบัติเหตุ อายุ หรือ น้ำหนักตัวที่มากขึ้น การนั่งเป็นเวลานานๆ ความเครียด และการไม่ออกำลังกาย ล้วนเป็นสาเหตุทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้นประสาทหรือแตก จึงเกิดภาวะผิดปกติของระบบประสาทส่งผลให้การสั่งการไปยังกล้ามเนื้อขัดข้อง ซึ่งวินิแยได้ด้วยการเอกซเรย์กระดูกสันหลังหรือต้นคอตามดุลยพินิจของหมอ ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าการรู้สาเหตุของอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเบื้องต้นจะนำไปสู่การรักษาได้อย่งตรงจุด

ดังที่กล่าวมาว่า อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นอาการที่บ่งโรคได้มากมาย ดังนั้นการถามประวัติคนไข้จึงมีความสำคัญในการวินิจัยเบื้องต้น กลังจากซักประวัติการป่วยเป็นโรค ALS หรือ MG หมอจึงให้คนไข้เอกซเรย์บริเวณต้นคอ

ผลสรุปว่า คนใข้มีอาการหมอนรองกระดูกคอแตกทับเส้นประสาทจากอุบัติเหตุ จึงแนะนำให้คนใข้ผ่าตัดผ่านกล้อง Microscope เพราะแผลเล้กและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน หลังจากคนใข้ได้รับการตรวจเพื่อเตรียมพร้อมก่อนผ่าตัดแล้ว วันรุ่งขึ้นจึงเข้ารับการผ่าตัดและกลับบ้านได้ในสองวันถัดมา เมื่อคนไข้ผ่าตัดและพักพื้นจนหายดี มือก็กลับมามีแรง สามารถหยิบจับของได้ตามปกติ

ส่วนคนไข้รายที่สองเป็นนักประมูลงานรับเหมาก่อสร้าง มีอาการเดินกะเผลก แขนขาอ่อนรงและเกร็งมานานกว่าสามปี เดิมทีคนไข้รักษาด้วยการกินยาและนวดจับเส้น แต่ก็ช่วยให้อาการดีขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ครั้งนี้คนไข้จึงเลือกมาพบหมอ แม้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงของคนไข้รายนี้จะเกิดกับอวัยวะที่ต่างจากคนไข้รายแรก แต่หลังจากซักประวัติแล้วกลับพบว่าคนในครอบครัวไม่เคยป่วยเป็นด้วยโรค ALS หรือ MG เช่นกัน

หมอจึงให้คนไข้เอกซเรย์ ก็พบว่ากระดูกคอของคนไข้กดทับไข่สันหลังอย่างมาก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเสื่อมของกระดูก ส่งผลให้กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง หมอได้แนะนำให้คนไข้ผ่าตัดผ่านกล้องเช่นเดียวกับคนไข้รายแรก แต่เนื่องจากอาการที่เป็นมานานกว่าคนไข้จึงต้องเข้ารับการกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดและจำเป็นต้องมาพบหมออย่างต่อเนื่อง แม้จะกลับไปทำงานได้ตามปกติแล้วก็ตาม

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเล็กน้อยๆ อาจเป็นสาเหตุลางบอกโรคร้ายที่คุณคาดไม่ถึง จึงไม่ควรละเลย เมื่อมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของโรคตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ

เรื่อง : นายแพทย์เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ

ที่มา : นิตยสาร HALTH & CUISINE

11 อ. เพื่ออายุยืนยาว


ประเทศไทยคาดว่าจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 6.3 ล้านคนในอีก 6 ปีข้างหน้า และปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น คือ ผู้หญิง 70 ปี และผู้ชาย 68 ปี

แต่พออายุถึงวัย 50 บางคนก็ดูทำอะไรช้าลง ระวังตัวมากขึ้น ไม่ค่อยมีความสดชื่น ความเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ในตัว ในขณะที่อีกหลายๆ คน ทั้งที่อายุเลย 60 มาแล้ว แต่ก็ยังสดชื่นอยู่ ดูเป็นหนุ่มใหญ่ สาวใหญ่มาดดี มีเสน่ห์ และยังดูสนุกสนานกับสิ่งข้างๆ รอบตัว ดูมีคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณภาพชีวิตที่ดี มีหัวใจสำคัญ 4 อย่าง



ร่างกายที่แข็งแรง (Biological)
จิตใจที่มีความสุข (Phychological)
วิญญาณ หรือความภาคภูมิใจในตัวเอง
สังคมดีๆ ที่อยู่รอบตัว (Social) เช่น ลูก หลาน ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ รอบตัว
การปฏิบัติตน อย่างง่ายๆ ตามหลัก 11 อ.

1. อาหาร

ระยะอายุ 50 ปีเป็นวัยที่ควรจะช่วยประคับประคองการทำงานของเซลล์นับล้านๆ เซลล์ที่อยู่ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างปกติ เพราะวัยนี้มีการเสื่อมถอยของระบบการทำงานในอวัยวะทุกระบบ และระบบการเผาพลาญอาหาร (metabolism) ดังนั้นควรลดปริมาณอาหารลง ให้สัมพันธ์กับการใช้พลังงานจริงคือประมาณ 1,500 กิโลแคลลอรี่ต่อวัน และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผัก และผลไม้วันละ 5 จานเล็ก

2.อากาศ

ถ้าได้ออกซิเจนที่ดีจากพื้นที่ดปร่งอย่างเช่น ในสวนสาธารณะตอนเช้าๆ จะทำให้เลือดที่สูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายมีปริมาณออกซิเจนที่เพียงพอทำให้เซลล์มีคุรภาพส่งผลให้อวัยวะทุกส่วนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไอเสียจากรถยนต์หรือโรงงาน ตลอดจนสียงดังจากเครื่องยนต์ต่างๆ โดยอาจจะมีการปลูกต้นไม้รอบๆ บ้านและสร้างรั้วที่มิดชิด

3. ออกกำลังกาย

ช่วยทำให้คงสภาพการทำงานของกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆ และทำให้การสูบฉีดเลือดไหลเวียน (Blood Circulation) ไปเลี้ยงร่างกาย และเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจได้อย่างดี ทำไห้ร่างกาย และหัวใจทำงานได้อย่างราบรื่น

ผู้สูงอายุควรออกกำลังการอย่างสม่ำเสมอทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที

4. อนามัย

- ไม่สูบบุรี่ เนื่องจากวัยเสื่อมถอย การสูบบุรี่จะทำให้ถุงลมปอดทำงานได้ไม่เต็มที่เนื่องจากมีคราบนิโคติน และสารพิษอื่นๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในบุหรี่ไปเกาะติดในหลอดลม และถุงลมปอด

- ไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ตลอดจนยาเสพติดประเภทต่างๆ

- สังเกตอาการผิดปกติของร่างกายและจิตใจวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าสังเกตพบความผิดความปกติในระยะเริ่ใต้น จะทำให้การรักษาได้ผลดี

- ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

5. (แสง)อาทิตย์

การรับแสงแดดอ่อน ในตอนเช้า เพื่อให้ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพิ จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสของร่างกาย สามารถป้องกันและซะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

6. อารมร์

ผู้สูงอายุจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เช่น หงุดหงิด โมโหโกรธง่าย ทำให้ขาดสติในการพิจารณาไตร่ตรองเหตุผล ต่อให้เกิดความขัดแข้งกับบุคคลอื่นได้ง่าย ต้องหาวิธีในการควบคุมอารมณ์ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การทำสมธิ การศึกษาธรรมะ จะช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลาย มีสติมากขึ้น

7. อดิเรก

ผู้สูงอายุควรหางานอดิเรกทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือลดการหมกหมุ่นในสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

8. อบอุ่น

การเป็นบุคคลที่มีบุคคลิกโอบอ้อม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้การช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวและบุคคลอื่น เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

9. อุจจาระ / ปัสสาวะ

ถ้ามีปัญหาเรื่องท้องผูก ส่งผลให้มีสารพิษตกค้างในร่างกาย อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ถ้าเป็นบ่อยๆ การป้องกันการเกิดท้องผูก โดยการรับประทานอาหารผักผลไม้ดื่มากๆ และออกกำลังกายอบ่างสม่ำเสมอ ป้องกันการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยการบริการกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราย เช่น การขมิบก้น และช่องคลอด

10. อุบัติเหตุ

ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุโดยวิธีการต่างๆ เช่น สายตายาวต้องใส่แว่นสายตา หูได้ยินไม่ชัดเจนต้องไปตรวจเพื่อแก้ไข สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมต้องไปปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

11. อนาคต

จะต้องมีการเตรียมเงินและที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นหลักประกัน ในการดำเนินชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยอายุ

หลักการปฏิบัติตัวง่ายๆ เพื่อความพร้อมในการก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ เท่านี้ก็สามารถเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้แล้ว

ที่มา : นิตยสาร ใกล้หมอ

ปวดหลัง ปัญหาใหญ่ของวัยทำงาน


อาการปวดหลังเคยมาเยื่นคุรบ้างไหม ถ้าไม่เคย คุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีมากๆ เพราะจากตัวเลขผู้เข้าใช้บริการโรงพยาบาลจากสำนักงานกองทุนเงินทดแทนพบว่ากลุ่มคนทำงานเป็นกลุ่มที่ปวดหลังบ่อยจำนวนพอๆ กับผุ้สูงอายุเลยทีเดียว

อาการปวดหลังนั้นมีหลายสาเหตุ แต่หากสงสัยว่า อาการปวดหลังที่ปนะสบอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับการทำงานแล้วล่ะก็ ลองพิจารณาดูปัจจัยต่อไปนี้ ว่าคุณประสบอยู่หรือไม่

ปวดหลัง หลังจากการทำงานที่ต้องนั่งนาน หรือมีท่าการทำงานท่าเดียวนานๆ มีการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง เช่น บิดเอี้ยวตัวอย่างแรง และเร็ว จนอาจทำให้กระดุกสันหลัง แอ่น โค้งหรือบิดงอได้ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลัง
มีอารมณ์เครียดจากการทำงาน เป็นระยะเวลานาๆ เรื่องของอารมณ์นี้ คุณคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลัง แต่กายและจิตใจเชื่มต่อกัน ความเครียดของคุณส่งผลต่อการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน
อาการปวดหลัง เกิดหลังจากยกของหนัก หรือขนย้ายสิ่งของด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ก้มตัวลงมาหยิบของ แล้วยืดขึ้นทันที หรือเอี้ยวตัวรับของ รวมทั้งกรณีที่ต้องแบกรับน้ำหนักที่มากเกินไปเป็นเวลานานๆ
ลักษณะการทำงาน ต้องคุกเข่า คลาน ปีน หรือขึ้นลงบันไดเป็นเวลานานๆ หรือเป็นประจำ เอื้อต่อการปวดหลังมากขึ้น
ปวดหลังเพราะร่างกายขากความยืทดหยุ่น ขาดการออกกำลังกายนานๆ จนกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ส่งผลไม้เมื่ออยู่ในท่าใดนานๆ จะเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย
เมื่อสงสัยว่าอาการปวดหลังที่พบเห็นนั้น อาจจะมาจากการทำงาน เพราะลักษระงานเอื้อต่อการปวดหลังอย่างมาก บางคนต้องนั้งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานกว่าวันละ 8 ชั่วดมง อยุ่ทำโอทีอีก 3 -4 ชั่วโมงหลังเลิอกงาน หรือเข้าสู้ช่วงงานเร่ง ต้องทำงานล่วงเวลา และการทำงานสมัยนี้หลายคนก้ต้องอาสัยอินเตอร์เน็ตเพื่อการติดต่อสื่อสาร หรือหาข้อมูล ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนั่งเป็นเวลานานๆ

อาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งทกำงานนานๆ นั้น ส่วนมากมักมาจากการปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากล้ามเนื้อต้องเกร็งตัว โดยฌฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณหลังต้องใช้พลังงานที่สพสมเอาไว้ไปกับการเคลื่อนไหวเมื่อพลังงานสะสม ก้เริ่มออกอาการ คือ เมื่อยล้า ถ้าเริ่มรู้สึกปวแหมื่อย ลองเปลี่ยนท่า แปลี่ยนอิริยาบถพักผ่อนบ้าง เอนหลังพิงพนักแล้วหลับตา หรือลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังเล็กๆ น้อยๆ พอให้เปลี่ยนท่าทางบ้าง กล้ามเนื้อก็จะสดชื่นขึ้นมา

แต่ส่วนใหญ่แล้ว ปัยหาคือทำงานเพลิน ทำงานไปเรื่อยจนลืมอาการปวดหลัง จึงไม่ได้ลุกออกมาเปลี่ยนท่าทาง นั่นหมายความว่ากล้ามเนื้อเราก็ต้องทำงานต่อเนื่องยาวนานเช่นกัน ความผิดปกติ จึงเพิ่มจากเมื่อยล้าล้าเป็นปวดหลัง อาจมีอาการแข็งร่วมด้วย เพราะกล้ามเนื้อเกร็งตัว จนขาดเลือดไปเลี้ยงมีกรดแลคติดสะสมในกล้ามเนื้ออันเกิดจากความเนื่อยล้า อาการนี้สะสมยาวนาน จะกลายเป้นปัยหาต่อการทำงานได้ เพราะกล้ามเนื้อจะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพเรื่อยๆ

ดังนั้น เมื่อเริ่มมีอาการปวดหลัง อย่านิ่งนอนใจ แล้วปล่อยให้ร่างกายต้องทนรับสภาพกล้ามเนื้ออ่อนล้า เพราะเพียงแค่คุณสละเวลาแก้ปัยหาปวดหลังตั้งแต่ยังไม่เริ่มอาการหนักก้จะช่วยได้เยอะโดย

เปลี่ยนท่าทาง : กฏเหล็กของการทำงานคือ ไม่ควรทำงานด้วยท่าหนึ่งท่าใดนานๆ ต้องเปลี่ยนท่าอยู่เรื่อยๆ หรือปล่อยเอนหลังให้กล้ามเนื้อได้พักผ่อนบ้าง
ออกกำลังกายท่าง่ายๆ : ถ้าเมื่อย เหนื่อยล้า ลองลุกมายกแขน ขา เหมือนท่ากายบริหารสมัยเด็กๆ เช่น ท่าหมุนคอ ท่าก้มแตะ หรือท่าเขย่งปลายเท้า สามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ทั้งนั้น โดยแต่ละท่าควรทำค้างไว้สัก 5 วินาที
คลายปวดด้วยการประคบรอ้น : หากอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้นสามารถใช้การประคบร้นช่วยได้โดยหาซื้อ Cold/Hot pack ติดไว้ที่ทำงาน เมื่อเริ่มอาการปวดหลัง ให้นำแผ่นเจลแช่น้ำร้อนแล้วนำมาประคบบริเวณที่ปวด สัก 10 – 20 นาที วิธีนี้ใช้ได้ดีทั้งปวดหลัง ปวดไหล่ และถ้าวันไหนปวดหัว มีไข้ก็ยังนำไปแช่ตู้เย็น ทำเป้นแผ่นประคบเย็นได้
หมอนสารพัดประโยชน์ : ในที่ทำงานถ้าสามารถหาหมอนอิงสักใบ มาไว้แก้เมื่อยจะช่วยได้มากหวกปวดหลังให้นำหมอนมารองบริเวณที่มีอาการปวด รองแถวๆ บั้นเอว จะช่วยได้ หรือหากเก้าอี้เตี้ยเกินไป ทำให้ต้องโน้มตัวไปทำงาน ก็ให้เปลี่ยนหมอนมารองนั่ง เพิ่มความสูงขึ้นมาให้พอดี
นอกจากวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น ป้องกันกันอาการปวดหลังแล้ว ต้องลองพิจารณาอุปกรณ์ที่เราทำงานด้วย เช่น ขนาดของโต๊ะ และเก้าอี้เหมาะกับสรีระของเราหรือไม่ ความสูงของเก้าอี้และโต๊ะ ควรได้ระดับที่แขนวางเป็นมุมฉากกับลำตัวพอดี ปรับคอมพิวเตอร์ให้จออยู่ในระดับสายตัว ส่วนแป้นคีย์บอรืดควรอยู่ในระดับข้อศอกจะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์ ส่วนเมาส์ ถ้าใช้แบบไร้สายได้ ก้จะเคลื่อนไหวได้อิสระขึ้น เมื่อปรับท่าทางอย่างดีแล้ว ก็ทำงานได้เต็มที่แต่ไม่ควรเกิน 1 ซม. ต้องลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

ชีวิตทำงาน กินเวลาไปกว่าครึ่งของชีวิตเรา ถ้าหากทำงานแล้วส่งผลให้เจ็บป่วย เมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว นอกจากงานไม่ดีแล้ว รายได้จากการทำงาน ยังต้องเตรียมไว้ให้กับค่ารักษาพลายลาลอีกด้วย

รักจะเป็นคนทำงานที่ลาด อนาคตไกล ต้องใส่ใจสุขภาพตัวเองเท่าๆ กับงาน

ที่มา : นิตสาร ใกล้หมอ

3 เลี่ยง ลดความเลี่ยงจากความดันโลหิตสูง


ความดันโลหิตสูง เป็นอีดหนึ่งปัญหาสุขภาพที่คุกคามคนไทย และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเข้าใจว่าความดันโลหิตสูงนั้นเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้นซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนในวัยทำงานวัยรุ่น หรือแม้แต่เด็กก้อาจมีความดันโลหิตสูงได้

หากปล่อยให้ร่างกายมีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานๆ ก็ยิ่งจะทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายถูกทำลายลงไปทุกขณะ และนี่แหละคือ “อันตราย” ของการที่มีความดันโลหิตสูง เพราะภาวะความดันโลหิตสูง ถือเป็นตัวบ่งชี้สัญาณการมาของโรคหลอดเลือด ทิ เส้นเลือดในสมองแตก โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือไตวาย เป็นต้น

การได้รู้ถึงระดับความกันโลหิต การป้องกัน และลดความดันโลหิตนั้น จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดี เพื่อลดดอกาสของการนำไปสู่ภาวะอันตรายต่างๆ

มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน 3 ประการที่คุณควรเลี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะจากความดันโลหิตสูงลงแม้ว่าหลายตยจะบอกว่า 3 ประการนี้แหละที่เลี่ยงยากที่สุด แต่ก็อยากให้มองไปถึงผลที่ยิ่งใหญ่จากการเลี่ยง ลด ละ เลิก พฤติกรรมทั้ง 3 ประการนี้ ซึ่งจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย และอันตรายจาก “ความดันโลหิตสูง” ไดอย่างแน่นอน

เลี่ยงกาแฟ
เครื่องดื่มที่จำเป็นต้องเลี่ยง คือ ชา กาแฟ เพราะจะมีผลต่อความดันโลหิตโดยตรง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พูดง่ายทำยาก มีคนจำนวนมากที่ติดกาแฟเป็นนิสัย ดงันั้น กำหนดเป้าหมาย การควบคุมความดันโลหิตอีกข้อหนึ่งของคุณไว้ที่การลด ละ เลิก ชา กาแฟ ลงให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด

เลิกบุหรี่
ในบุหรี่ มีสารตัวร้ายที่คุณก็รู้ นั้นคือ “นิโคติน” ที่ส่งต่อระดับของความดันโลหิต และยิ่งจำนวน “มวน” มากขึ้นเท่าไหร่ ปริมาณนิโคตินที่เข้าสู่ร่างกายก็มากขึ้นตามไปด้วย และนิโคตินยังไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนแอพริเนฟริน ซึ่งมีผลต่อความดันโลหิตโดยตรง เริ่มการเลิกบหรี่ของคุณ ด้วยความตั้งใจเริ่มต้นในการลด “จำนวน” ลงทีละมวน โดยกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัดเป็นเป้าหมายด้วย

งดเหล่า เบียร์

สิ่งหนึ่งที่พบเป้นประจำ คือ ผู้ที่ดื่มเหล้ามักสูบบุหรี่ และดื่มชาหรือกาแฟ ดังนั้น เมื่อคุณกำหนดให้ตัวคุณเอง ลด ละเลิก อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มีความเป็นไปได้ว่า อีก 2 ประการจะลดปริมาณลงตามไปด้วย อาทิ ไม่ดื่มเหล้า ก็สูบุหรี่น้อยลง แต่หากไม่สามารถทำได้ ให้ทำเท่าที่เหมาะสม และคิดว่าทำได้จริง เช่น งดเหล้าก่อน ค่อยลดปริมาณการสูบบุหรี่น้อยลง เพราะหากคุณเข้ามงวดเกินไป คุณอาจเลิกล้มความตั้งใจในเร็ววัน มากกว่าที่จะทำต่ไปจนสำเร็จอย่างน้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จำไว้ว่า ทั้ง 3 ประการนั้นเกี่ยวกันกัน เหล้าทำให้คุณควบคุมตัวเองลำบาก กาแฟอาจจะทำให้คุณเคยชินที่จะต้องสูบบุหรี่ไปด้วย บางครั้งการเลิกอย่างใดอย่างหนึ่งอาจจยากกว่าการเลิกพร้อมกัน ทั้ง เหล้า บุหรี่ และชา กาแฟ

มีรายงานผลการวิจัยทำในประเทศฝรั่งเศส ปี 2002 กับกลุ่มตัวอย่าเพศชายจำนวน 12,417 ราย ทั้งที่เคยสูบบุหรี่ และไม่เคยสูบบุหรี่ และกลุ่มที่ยังคงสูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มที่ยังคงสูบบุหรี่อยู่ มีอัตราการผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมากที่สุด และลดลงตามลำดับจากผู้ที่คนเคยสูบแล้วเพิ่มเลิกสูบไม่นาน ไปจนถึงเลิกสูบนานแล้ว ส่วนใครที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย มีอัตรการเกิดความดันโลหิตสูงน้อยที่สุด

5. ขั้นตอนดับบุหรี่
เมื่อคุณตั้งใจแล้วว่า คุณจะเลิกสูบบุหรี่แน่นอนแล้ว และกำลังมองหาแรวทางการเลิกบุหรี่ที่เหมาะสมกับคุณ ลองมาดู 5 ขั้นตอนของการเลิกสูบบุหรี่ คือ

กำหนดวันที่แน่นอนที่คุณจะ “เลิกสูบบุหรี่” ให้ได้
เขียนเหตุผลในการที่คุณควรที่จะ “เลิกสูบบุหรี่ เอาไว้ในสมุดบันทึก เพื่อหยิบขึ้เนมาอ่านทุกครั้งที่คุรเริ่มลังเล
ฟิตร่างกาย งดดื่มกาแฟ เพื่อให้ร่างสามารถนอนหลับได้หลังจากเลิกบุหรี่แล้ว
ผ่อนคลายความเครียดด้วยการออกกำลังกาย และดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำสมุนไพร เพื่อผ่อนคลาย
หากมีอาการไอ รักษาอาการไอด้วยยาแก้ไอ หรือยาอม
เมื่อคุรเลิกสูบบุหรี่ได้สักพักหนึ่ง น้ำหนักคุณจะพิ่มากขึ้น หลายคนกลับไปสูบบุหรี่อีก เพราะเอาสาเหตุนี้มาใช้เป็นข้ออ้าง แต่ความเป็นจริงแล้ว มีหลายวิธีที่จะควบคุมน้ำหนักลงได้ น้ำหนักที่เกินมาไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

คนส่วนใหญ่สูบบุหรี่เพราะสาเหตุ “เครียด” จนทำให้ติดกลายเป็นนิสัย ความเครียดทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียว แต่หากเครียดแล้วสูบบุหรี่ ก็เป็นแนวทางที่จะยิ่งเสริมให้ความดันเพิ่มมากขึ้นไปอีก ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายทั้ง 2 ประการ

เชื่อหรือไม่ว่าผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้ หลังจากที่กำหนดแผนการสูบบุหรี่แล้ว กลับมาสูบบุหรี่ใหม่ภายใน 3 เดือนแรกหลังจากที่งดสูบบุหรี่ไปได้ เหตุผลอาจมาจากการที่เข้าชื่อมั่นว่า เขาสามารถทำได้ และผลของความเชื่อนั้นได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่าเขาทำได้จริง จึงซะล่าใจว่ากลับมาสูบบุหรี่ใหม่ก็ได้ไม่เป็นไร เพราะว่า “สูบได้ก็เลิกได” แนวคิดนี้ไม่จริง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดเช่นนี้ รับเปลี่ยนแปลงความคิดคุณเสีย เพราะว่า ท้ายที่สุดแล้ว คุณจะพบว่า ตัวคุรเองยังคงสูบบุหรี่อยู่ ทั้งที่รู้ว่าตัวเองทำได้

หากว่าความตั้งใจของคุณครั้งแรกไม่ประสบผลสำเร็จ อย่าเพิ่งท้อถอยให้คุณกลับไปเริ่มกระบวนการ “เลิกบุหรี่” ใหม่ให้เร็วที่สุด ทำซ้ำๆ เช่นนี้ จนกว่าคุณจะเลิกได้สำเร็จ อย่าลืมว่าเป้าหมาย คือการเลิกบุหรี่ให้สำเร็จ ไม่ใช่การทำไห้ได้เพียงครั้งเดียว

หากคุณไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ด้วยตัวเองจริงๆ มีวิธีการบำบัดเพื่อการเลิกสูบบุหรี่อีกหลายแนวทางเช่น การใช้สารทดแทนนิโคติน ยาเลิกบุหรี่ หรือนวัตกรรมใหม่ เช่น น้ำยาหยดเพื่อลดปริมาณนิโคตินจากบุหรี่แต่ละมวน คุรสามารถปรึกาแพทย์ หรือโทรสายดวนเพื่อการเลิกบุหรี่ 1600 แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าบุหรี่นั้นเกี่ยวพันกับความโลหิตสูงโดยตรง แถมพกด้วยโรคร้ายต่างๆ มากมาย ใน 3 พฤติกรรมนี้ที่คุณเลี่ยงให้ได้มากที่สุด คือ บุหรี่นั้นเอง

นอกจากบุหรี่แล้วรองลงมาคือ แอลกฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือไวน์ หากคุณเป็นคนที่ติดเครื่องดื่มแอลกอออล์อย่างหนัก จำไว้ว่า การงดดดยเด็ดขาด หรือ “หักดิบ” นั้นอัตรายต่อร่างกายอย่างมากเพราะความดันโลหิตของคุรจะเพิ่มสูงขึ้น จนอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ให้พยายามลดปริมาณการดื่มลงเรื่อยๆ โดยใช้วิธีกำหนดเป้าหมายเช่นเดียวกับการเลิกบุหรี่

การเลิกเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจจะทำให้ยากกว่าการเลิกบุหรี่ เพราะจากผลวิจัย พบว่ามีกลุ่มคนที่จัดเป็นพวกติดเหล้าเพียง ร้อยละ 4 เท่านั้น ที่สามารถเลิกเหล้าได้ด้วยตัวเอง แล้วมีสติกกลับคืนมาได้เหมือนเดิมภายในเวลา 1 ปี แต่หากได้รับการบำบัดรักษา จะมีดอกาศเลิกเหล้าเพิ่มมากขึ้นถึง ร้อยละ 50 ดังนั้นหากคุณเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ พวกที่ติดเหล้าแล้วได้รับการทำกลุ่มบำบัดมีโอกาสเลิกได้มากถึงร้อยละ 90

ส่วนชา กาแฟ นั้นมี คาเฟอีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญซึ่งทำให้คุณ “ติด” ปริมาณคาแฟอีนในกาแฟ 1 แก้ว มีแต่ปริมาณตั้งแต่ 100 มิลลิกรัม จนถึง 300 มิลลิกรัม แล้วแต่ปริมาณและชนิดของกาแฟ ดังนั้น ยิ่งจำนวนแก้วมาขึ้นปริมาณคาเฟอีนย่อมมากขึ้นตามไปด้วย วีการที่คุณจะเริ่มลด “คาเฟอีน” ในรางกาย ทำได้ 2 ทาง คือ ลดปริมาณกาแฟที่ใส่ลงไปในแต่ละแก้ว จาก 2 ช้อนชา อาจเหลือ 1 ช้อนชา เหลือครึ่งช้อนชา และลดความถี่ในการดื่มกาแฟลง จาก เช้า – เย็น เหลือ เช้าอย่างเดียว แล้วค่อยทดแทนด้วยเครื่องดื่มที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากขึ้น เช่น นมพร่องมันเนยเวลาเช้า หรือหากคุณเริ่มทำกิจกรรมการออกกำลังกายตอนเช้า เวลาที่เคยเป็นเวลากาแฟ ก้จะเปลี่ยนเป้นเวลาออกกำลังกาย ความรู้สึกอยากดื่มกาแฟตามกิจนิสัยจะหายไป

พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำทั้ง 3 ประการนั้น จัดอยู่ในกลุ่มของการ “ติด” ทั้งติดสารที่ข้างใน และติดใจบรรยากาศความเพลิดเพลิน ติดจนต้องกระทำเป้นประจำ การจะเลี่ยง ลด ละเลิกได้ จำเป็นต้องมีสติ พิจารณาให้ถ้วนทั่วว่าคุณ “ติด” สิ่งเหล่านั้นเพราะอะไร แล้วทำไมคุณจึงสมควรเลี่ยง และเลิก

ไม่มีอะไรยากไปกว่าที่คุณตั้งใจ

และไม่มีอะไรที่คุณจะทำไม่ได้หากคุณเชื่อมั่น

ที่มา : นิตยสารใกล้หมอ

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ยาเจริญอาหาร ทำให้เด็กโตเกินวัย


อาจส่งผลกระทบ เช่น มีพฤติกรรมอารมณ์รุนแรง อาจตัวเตี้ยเมื่อโตขึ้น นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงอีกประการแล้ว สำหรับพ่อแม่ที่นิยมให้ลูกของตนรับประทานยาบำรุงหรือยาเจริญอาหารล่าสุด ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี ได้เปิดเผยผลการศึกษาว่า ที่ผ่านมาได้ทำการตรวจรักษาคนไข้เด็ก 2 ราย เป็น ด.ช.อายุ 4 ขวบ และ ด.ญ.อายุ 2 ขวบ จาก จังหวัดนครสวรรค์ ที่ถูกส่งต่อมารักษา มีปัญหาแตกเนื้อหนุ่มแตกเนื้อสาวเกินวัยที่จะเป็น ซึ่งสาเหตุมาจากความรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ของผู้ปกครอง


สืบเนื่องจากผู้ป่วย ด.ช.อายุ 4 ขวบ จาก จ.นครสวรรค์ ได้มารับการตรวจที่หน่วยต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ด้วยอาการเป็นหนุ่มก่อนวัย คือ มีอวัยวะเพศเท่ากับขนาดของผู้ใหญ่ คือ ประมาณ 10 เซนติเมตร ร่วมกับมีขนที่หัวหน่าว มีหนวดบางๆ เสียงแตก และเริ่มสิวบนใบหน้า เด็กโตเร็วกว่าปกติ มีส่วนสูงเท่ากับเด็ก 8 ขวบ มีพฤติกรรมและอารมณ์รุนแรง อาการดังกล่าวเป็นมาประมาณ 2 ปี แล้ว สาเหตุของปัญหาที่แพทย์มักจะคิดถึง คือ ด.ช.มีการสร้างฮอร์โมนเพศชายมากผิดปกติ หรือได้รับฮอร์โมนเพศชายจากภายนอกโดยการกินหรือฉีด แต่มารดาบอกว่าให้รับยาบำรุงช่วยเจริญอาหารเท่านั้น จึงได้ทำการตรวจทดสอบจากห้องปฏิบัติการ ปรากฏว่าได้รับฮอร์โมนเพศชายจากภายนอก

ทราบภายหลังว่ามารดาของเด็กได้เริ่มซื้อยาบำรุงชนิดหนึ่ง ขนาด 60 ซีซี ราคาขายประมาณ 30-40 บาท ให้ผู้ป่วยกินเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อให้เจริญอาหาร ซึ่งยาชนิดดังกล่าวมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศชายประเภทหนึ่ง คือ แอนโดรเจน ประมาณ 5 มิลลิกรัม ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวทำให้เด็กชายเป็นหนุ่มก่อนวัย มีผลเสียอย่างมากต่อระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ ผู้ป่วยเด็กจะโตเร็วผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ที่ไม่เหมาะสมกับวัย และเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะเตี้ยกว่าคนปกติเนื่องจากกระดูกพัฒนาเกินกว่าวัยที่แท้จริงในช่วงเด็ก และหยุดเจริญเติบโตก่อนวัยอันสมควร

ส่วนเด็กหญิงถ้ารับประทานยานี้เข้าไปก็จะทำให้ ลักษณะของอวัยวะเพศผิดปกติ คือ คลิตอริส หรือภาษาชาวบ้านเรียกปุ่มกระสัน หรือเม็ดละมุดจะโตคล้ายกับองคชาติในเพศชาย ซึ่งกรณี ด.ญ. 2 ขวบก็มีขนหัวหน่าว มีสิวก่อนวัย และเติบโตเร็วผิดปกติส่งผลให้ตัวเตี้ยในที่สุดเช่นเดียว กัน ในขณะที่ผู้ใหญ่ทานแล้วไม่พบผลกระทบใดๆ

จากการสอบถามมารดาของ ด.ช. 4 ขวบ ทราบว่ายาดังกล่าวซื้อหาได้ง่ายมาก มีขายในร้ายยาทุกแห่ง และในการประชุมวิชาการระหว่างแพทย์ด้วยกัน พบว่า แพทย์ในหลายสถาบันก็เคยพบผู้ป่วยในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ข้อมูลทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าเด็กจำนวนมากอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายต่อการรับประทานยาบำรุงเจริญอาหาร ถึงแม้ยาดังกล่าวจะมีฉลากยาบ่งชี้ "เด็กห้ามรับประทาน" แต่ในคำเตือนเขียน "ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ห้ามใช้ในเด็กติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน เพราะอาจกดการเจริญเติบโตได้" ซึ่งเป็นการเขียนที่ขัดแย้งและทำให้ผู้อ่านสับสนจนเข้าใจผิดว่า เด็กใช้ยาดังกล่าวได้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเจตนาแอบแฝงของทางบริษัท โดยเฉพาะในการผลิตในรูปแบบของยาน้ำ แสดงถึงความจงใจที่จะให้มีการใช้ในเด็ก นอกจากนี้ยังแจ้งผลไม่พึงประสงค์ของยาไม่ครบถ้วนด้วย


ศ.นพ.พัฒน์ กล่าวด้วยว่า ยาดังกล่าวถูกสั่งไม่ให้ใช้ในเด็กมา 17 ปี โดยมีหนังสือยืนยันจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่าอนุญาตให้ใช้เฉพาะในผู้ใหญ่ แต่จงใจผลิตในรูปยาน้ำเชื่อม ซึ่งได้เคยรายงานให้ อย.ทราบ 2 รายเมื่อ 7 ปีก่อนแต่ยังมีการขายทั่วไปโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่ยานี้ห้ามใช้ในเด็กทุกอายุ อีกทั้งหากเด็กหยุดการรับประทานยาดังกล่าวร่างกายก็จะไม่กลับมาเป็นปกติ เพราะอวัยวะเพศที่โตขึ้นจะไม่หดเล็กลงเหมือนกับอวัยวะเพศเด็ก คือ อาจหดเล็กลงนิดหน่อย และสีขนจางลงเท่านั้น

น่าเป็นห่วงเด็กๆ ในขณะเดียวกันก็น่าวิตกแทนพ่อ แม่ ผู้ปกครอง เพราะนอกจากหมดหวังที่จะเห็นลูกเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีแล้ว ยังต้องมาตกเป็นเหยื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียอีก ฉะนั้นการเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อยาบำรุงมารับประทานเองคงเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันลูกรักได้ในยามนี้ ในขณะเดียวกันทางผู้ผลิตยาเองก็ต้องสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น อย่างเห็นแก่ยอดขายจนถึงขั้นทำลายอนาคตชาติ อย่าลืมว่าเจตจำนงของการผลิตยาคือ มุ่งบำบัดรักษา เพิ่มพูนสุขภาพ ไม่ใช่บ่อนทำลายอย่างกรณี “ยาเจริญอาหาร”


ข่าวสารจาก: http://www.thaihealth.or.th/node/1721

ปอดบวม ก่อกวน




โรคปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบในปอด อันเกิดจากการติดเชื้อในปอด โรคนี้มักเกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่โดยเฉพาะเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพราะมีภูมิต้านโรคยังไม่แข็งแรงพอ

ฤดูฝนย่างกรายเข้ามา เจ้าตัวเล็กมักจะเจ็บป่วยกันถี่ขึ้นใช่ไหมล่ะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีเชื้อโรคหลายๆ ตัวที่มากับฝน โดยเฉพาะเชื้อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ ไปจนถึงโรคปอดบวม

ปอดบวม กับ ปอดอักเสบ
คุณแม่คงเคยได้ยินคำว่า “ปอดบวม” กับ “ปอดอักเสบ” และสงสัยว่าเป็นคำเดียวกันหรือไม่ จริงๆ แล้วปอดบวมและปอดอักเสบนี่เป็นคำคล้ายๆ กัน แต่โรคปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบภายในปอด อันเกิดจากการติดเชื้อในปอด ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่คล้ายๆ เชื้อหวัดคือ เกิดจากเชื้อไวรัส บางครั้งบางคราวอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อที่อยู่ระหว่างไวรัสกับแบคทีเรียได้เหมือนกัน แต่ปอดอักเสบอาจจะมีสาเหตุอื่นที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อเท่านั้น


เสี่ยงเพราะภูมิคุ้มกันต่ำ
โรคปอดบวม เป็นโรคที่เกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพราะภูมิต้านโรคของลูกยังไม่แข็งแรงพอ ขณะเดียวกันเด็กวัยอนุบาลก็พบว่าเป็นโรคปอดบวมมาก เพราะปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ที่ติดต่อผ่านทางเดินหายใจเป็นหลัก คล้ายๆ กับหวัด พอมีใครในห้องเป็นหวัด และมีอาการไอ จาม หรือมีสารคัดหลั่งอย่างเช่นน้ำมูกหรือเสมหะ เมื่อเด็กๆ เล่นด้วยกันก็สัมผัสสารคัดหลั่งเหล่านั้น ทำให้ติดโรคกันได้

นอกจากนั้นยังมีเด็กที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดบวมได้อีก คือเด็กมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางเดินหายใจอย่างอื่น เด็กที่เป็นหวัดบ่อย หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดบวมได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่น

อาการแบบนี้ใช่เลย
อย่างที่บอกว่า ปอดบวมมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นปอดบวมจึงเป็นหนึ่งในผลแทรกซ้อนจากการที่ลูกเป็นหวัด คออักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ แล้วลามลงมาที่ปอดจนกลายเป็นปอดบวม อาการส่วนใหญ่ของเด็กที่เป็นปอดบวมจึงมักเป็นหวัดนำมาก่อน มีน้ำมูก ไอ และเป็นไข้อยู่นานพอสมควร รักษาอย่างไรก็ยังไม่หายสักที จนกระทั่งเชื้อลามจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนลงไปที่ปอด ลูกก็จะมีอาการหลักๆ คือมีไข้ ไอมากตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน หายใจแรง หอบ แม้จะไม่ได้เพิ่งร้องไห้เสร็จหรือเพิ่งวิ่งมา คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกยังหายใจเร็วกว่าปกติได้จากหน้าอกที่บุ๋มลง ใช้แรงหายใจมากกว่าปกติ ถ้ามีอาการหายใจแบบนี้ก็ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอด่วนแล้วล่ะ

สิ่งสำคัญคือรักษาตามอาการ
เมื่อไปถึงมือคุณหมอแล้ว คุณแม่เองต้องบอกเล่าอาการต่างๆ ของลูกน้อยให้คุณหมอฟังอย่างละเอียด แล้วคุณหมอจะตรวจร่างกายเจ้าตัวเล็ก ตั้งแต่โดยเริ่มตั้งแต่วัดไข้ เสียงหายใจ อัตราการหายใจ และถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่าลูกของคุณแม่เป็นปอดบวมก็ต้องรักษาตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ + รักษาตามอาการ
ถ้าลูกมีไข้คุณหมอก็จะให้ยาลดไข้ แล้วก็ให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อที่จะให้เสมหะไม่เหนียวข้น จะได้มีการไอและขับออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าอาการหนักก็ต้องนอนที่โรงพยาบาล และให้น้ำเกลือ หรือบางรายอาจต้องให้ออกซิเจนเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น + รักษาเฉพาะทาง คือการให้ยาแก้อักเสบ ในกรณีที่ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะยาปฏิชีวนะจะมีส่วนช่วยในการรักษา หรืออาจจะรักษาด้วยวิธีอื่นควบคู่ด้วย เช่น การพ่นยาขยายหลอดลม การให้ยาละลายเสมหะ เมื่อมีเสมหะเหนียวไปปิดกั้นทางเดินหายใจ เพราะถ้าไม่รักษาอาจจะทำให้ปอดส่วนไม่มีอากาศเข้าไปอาจจะทำให้ปอดแฟบจนต้องเคาะปอดหรือกายภาพปอด เพื่อให้ลูกสามารถหายใจได้สะดวก เพราะถ้าปอดเสียไปทั้ง 2 ข้าง อาจมีภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว จนต้องมีการใส่ท่อช่วยทางเดินหายใจ เป็นต้น

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเป็น ปอดบวม
- ถ้าคนใกล้ชิดไม่สบาย หรือมีการระบาดเกี่ยวกับเชื้อโรคบางอย่างที่สามารถทำให้เกิดปอดบวมได้ คุณต้องพยายามไม่ให้ลูกน้อยของคุณเข้าใกล้ หรือถ้าเป็นไปได้ควรให้ผู้ป่วยใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
- หลีกเลี่ยงที่จะไปในที่ที่มีความแออัด เพราะเป็นสิ่งแวดล้อมที่แพร่กระจายเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี
- วัคซีนทางเลือกบางตัว สามารถลดความเสี่ยงในการเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปอดบวมได้
- ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ต้องดูแลและรักษาสุขภาพของลูกให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่น



ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/37551

โรคนิ้วล็อก ของลูกรัก


โรคนิ้วล็อก ของลูกรัก

มีลักษณเป็นโรคข้อนิ้วที่เหยียดไม่ออกเฉพาะข้อต้นของนิ้วเท่านั้น ซึ่งสำหรับนิ้วอื่นที่ไม่ใช่นิ้วโป้งก็คือข้อแรกนับจากโคนนิ้วขึ้นมาห่างจาก เล็บสองข้อ แต่ถ้าเป็นนิ้วโป้งก็คือข้อตรงกลางระหว่างเล็บกับโคนนิ้ว ไม่ใช่ข้อตรงโคนนิ้ว


รู้จักนิ้วล็อก
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า เรากำลังคุยกันถึงโรคข้อนิ้วที่เหยียดไม่ออกเฉพาะข้อต้นของนิ้วเท่านั้น ซึ่งสำหรับนิ้วอื่นที่ไม่ใช่นิ้วโป้งก็คือข้อแรกนับจากโคนนิ้วขึ้นมาห่างจาก เล็บสองข้อ แต่ถ้าเป็นนิ้วโป้งก็คือข้อตรงกลางระหว่างเล็บกับโคนนิ้ว ไม่ใช่ข้อตรงโคนนิ้ว เพราะถ้าข้อที่โคนนิ้วโป้งพับเข้ามา โดยที่ตัวนิ้วโป้งเองไม่ได้งอ แต่จะมีลักษณะพับเข้าไปในมือ (thumb in palm) ก็จะเป็นโรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละลักษณะกับโรคนิ้วล็อกที่เรากำลังคุยกันอยู่ครับ



โรคนิ้วล็อกนี้ นิ้วที่พบงอบ่อยสุดนั่นคือนิ้วโป้ง ส่วนใหญ่มักเป็นในมือข้างเดียว แต่อาจพบที่มือทั้งสองข้างในเด็กคนเดียวกันได้ถึง 1 ใน 3 ของเด็กที่นิ้วล็อก


เด็กที่มีนิ้วงอเหยียดไม่ออกหรือเหยียดออกยาก เป็นได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งเป็นโรคที่เกี่ยวกับมือเพียงอย่างเดียว เช่น เอ็นมีการเจริญผิดปกติตั้งแต่เกิด โรคข้อยึด โรคเอ็นยึด หรือเอ็นบางเส้นขาดหายไป แต่หลายครั้งเป็นโรคที่ไม่เกี่ยวกับนิ้วมือเลย เช่น โรคทางสมองบางชนิด โรคที่มีการสะสมของสารบางชนิดในร่างกายมากจนทำให้เอ็นบวมติด

โรคนิ้วล็อกในเด็กที่จะคุยกันในครั้งนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นิ้วงอ ตำแหน่งของนิ้วที่มีอาการงอช่วยบอกได้ว่าสัมพันธ์กับโรคอะไรด้วย ถ้าเป็นที่นิ้วโป้งก็ค่อนข้างสบายใจได้ว่าเป็นแต่ตัวเอ็นที่นิ้วที่หนาตัว ขึ้น และมักจะรักษาไม่ยาก แต่ถ้าเป็นที่นิ้วอื่นการรักษามักยากกว่า เพราะมักมีโรคอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการบวมของเอ็นร่วมด้วย นอกจากจะผิดปกติแบบที่นิ้วงอค้างแล้ว มีเหมือนกันที่เด็กบางคนจะแสดงอาการในทางตรงกันข้าม คือเอ็นที่หนาตัวขึ้นไปขวางให้งอนิ้วเหยียดค้างงอไม่ลง แต่ลักษณะแบบหลังนี้พบได้น้อย

โดยทั่วไปในเด็กแรกเกิดนั้นจะกำมืออยู่เกือบตลอดเวลาอยู่หลายเดือน คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นได้ยากว่าลูกเหยียดนิ้วไม่ออก การจะพิสูจน์ว่าลูกเป็นโรคนี้ตั้งแต่กำเนิดหรือเปล่าจึงเป็นเรื่องยาก ยกเว้นว่าเมื่อผ่าตัดเข้าไปแล้วพบเอ็นเจริญผิดปกติอย่างชัดเจนจึงใช้เป็นข้อ อธิบายเรื่องนี้ได้

อย่างไรก็ตาม เด็กอายุน้อยสุดที่เคยมีการบันทึกไว้ว่านิ้วล็อก ได้รับการวินิจฉัย่ตั้งแต่อายุ 3 เดือน แต่โดยส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่จะเห็นความผิดปกติ เมื่อลูกอายุประมาณ 6 เดือนไปแล้ว เพราะลูกจะเริ่มกางนิ้วเพื่อหยิบจับของต่างๆ มากขึ้น แต่เด็กบางคนกว่าคุณพ่อคุณแม่จะรู้ว่านิ้วลูกผิดปกติก็อายุ 2-3 ปีแล้ว ยิ่งในคนที่นิ้วงอไม่มากยิ่งสังเกตเห็นได้ยาก หมอเคยตรวจพบว่าเด็กเป็นโรคนี้ ขณะที่มาหาหมอด้วยโรคอื่น โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกนิ้วมีปัญหาควรรีบรักษาก่อนนิ้วมีปัญหา อย่างกรณีของเด็กที่มีอาการ เอ็นที่นิ้วอาจบวมจึงคลำได้เป็นก้อนบริเวณโคนนิ้วด้านฝ่ามือ คุณพ่อคุณแม่อาจพยายามนวด กดคลึง หรือดัดนิ้วลูก อยู่ระยะหนึ่งก่อนพามาพบคุณหมอ ซึ่งในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี การนวดดัดอาจได้ผลและนิ้วเหยียดออกได้ชั่วคราว หรืออาจเหยียดออกได้ถาวร แต่การนวดนี้ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าทำให้หายได้จริง แต่คุณหมอบางท่านอาจลองให้ใส่เฝือกดามนิ้วไว้ แต่มือเด็กมีขนาดเล็กมาก เฝือกมักจะหลุดบ่อย ดูแลยาก นิ้วจึงไม่หายงอ เพราะว่าไม่มีการรักษาวิธีใดวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลดีอย่าง ชัดเจน สำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ส่วนใหญ่คุณหมอจะแนะนำให้รอดูอาการไปก่อน เพราะพบว่า 1 ใน 3 ของเด็กที่นิ้วล็อกอาจหายเองได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้รักษาอะไรเลย แต่หากลูกอายุมากกว่า 1 ปีแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพามาหาคุณหมอ เพราะหากทิ้งไว้ไม่รักษาจนกระทั่งลูกอายุมากกว่า 3-4 ปี เมื่อตัดสินใจที่จะรักษาภายหลัง ผลการรักษาก็จะไม่ดี เพราะนิ้วที่งออยู่นานๆ เอ็นจะหดสั้นไม่ได้เจริญตามปกติ เมื่อรักษาแล้วนิ้วที่งออาจจะไม่ สามารถเหยียดออกได้เต็มที่ และจะทำให้การหยิบจับสิ่งของชิ้นใหญ่ๆ ได้ยากเพราะมือใช้งานได้ไม่เต็มที่ครับ

โรคมะเร็งเต้านม


สัญญาณบ่งบอกว่าเราเป็นโรคมะเร็งเต้านม

1.พบก้อนเนื้อที่เต้านมและเกิดอาการเจ็บที่เต้านม
2.มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของเต้านม
3.มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น รอยบุ๋ม ย่นหดตัว หนา
4.หัวนมผิดปกติ เช่น หดตัว คัน แดงมีน้ำหรือเลือดออก ( 20% )
5.ก้อนต่อมน้ำเหลืองโต

ทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม

1.การผ่าตัด
2.เคมีบำบัด
3.รังสีรักษา
4.ยาฮอร์โมน

โอกาสเสียงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

ในกรณีที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม หรือเมื่อได้รับปริมาณ Estrogen สูง เช่น ประจำเดือนมาตั้งแต่อายุน้อยกว่า 12 ปี และหมดช้ากว่าปกติ (มากกว่าอายุ 55 ปี) หรือเป็นคนที่มีบุตรยากหรือไม่มีบุตรเลย รวมไปถึงการรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงพฤติกรรมการดำรงชีวิตประจำวันก็ยังส่งผลเสียงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมด้วยไม่ว่าจะเป็น การดื่มอัลกอฮอล์ หรือเป็นโรคอ้วน ทานอาหารไขมันสูง เส้นใยอาหารน้อย สูบบุหรี่บ่อย หรือแม้กระทั่งความเครียดก็เป็นผลเสียงด้วยเช่นกัน



วิธีการดูแลเต้านมด้วยตนเอง


1.อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือน
2.ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการ ตรวจคือ 3 ถึง 10 วัน นับจากประจำเดือนหมดส่วนสตรีวัยที่หมดประจำเดือนให้กำหนดวันที่จดจำง่ายและ ตรวจในวันเดียวกันของทุกเดือน
3.สำหรับผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
4.หากพบสิ่งผิดปกติบริเวณเต้านม หรือรักแร้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที


ที่มา : โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

ข่าวสารจาก: http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-12-46/3139-2009-09-24-06-35-19

ภัยร้ายผู้หญิง...มะเร็งปากมดลูก


ในปัจจุบัน มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในผู้หญิงไทย และ มีปัญหาในด้านการรักษามากทั้งๆ ที่มะเร็งชนิดนี้ สามารถตรวจพบในระยะแรกเริ่มด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก และสามารถรักษาให้หายขาด….โรคนี้เป็นอย่างไร ขอเชิญอ่านรายละเอียดได้จากบทสนทนากับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ คือ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงวิไล เบญจกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาสูตินรีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมเกียรติ ศรีสุพรรณดิฐ แห่งภาควิชาสูตินรีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี







กลุ่มเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก

แปลก มากที่โรคนี้มันเกี่ยวข้องกับเศรษฐฐานะ คนยิ่งจนยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือเป็นมะเร็งของคนจน เพราะคนจนส่วนมากจะมีลูกมากแต่งงานเมื่ออายุยังน้อย หรืออาจมีสามีหลายคน
โรคนี้เกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศมากที่สุด หญิงที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยหรือเปลี่ยนคู่บ่อย จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มาก บางคนจึงว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นกามโรคชนิดหนึ่งด้วยคือ ถ้าไม่มีการร่วมเพศ ก็ไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก

- ผู้หญิงโสเภณีหรือหญิงบริการก็มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้หญิงทั่วไป

- ผู้หญิงที่มีลูกมาก ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าหญิงที่มีลูกน้อย

- หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจะ เป็นได้ แต่เป็นอีกชนิดหนึ่งซึ่งพบน้อยและไม่เกี่ยวข้องกับการร่วมเพศปกติ มะเร็งปากมดลูกมี 2 ชนิด ชนิดที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปและพบบ่อยที่สุดนั้นเกี่ยวกันกับความสำส่อนทาง เพศมากเป็นชนิดที่เรากำลังพูดคุยกันนี่แหละครับ

- ช่วงอายุที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ได้มากที่สุด พบบ่อยที่สุดก็ในช่วงอายุ 40-60 ปี คือในระยะใกล้วัยหมดประจำเดือนและระยะหลังวัยหมดประจำเดือนใหม่ๆ อายุ ที่น้อยที่สุดที่พบ ถ้าเป็นชนิดที่ลุกลามมีอาการแล้วคืออายุ 20 ปี ถ้าชนิดระยะแรกเริ่มที่ยังไม่มีอาการก็อายุ 18-19 ปี แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก




สาเหตุเกิดจากอะไร

ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากเรื่องเพศสัมพันธ์ คือมีความสัมพันธ์ทางเพศจักเกินไป หรือมีลูกมาก

- เป็นกรรมพันธุ์หรือเป็นโรคติดต่อ โรคนี้ยังไม่ยืืนยันว่าเป็นกรรมพันธุ์ และไม่มีการติดต่อไปยังคนอื่น เหมือนโรคติดต่ออื่นๆ



วิธีสังเกตุอาการโรคมะเร็งปากมดลูก


ถ้าเป็นระยะแรกเริ่มที่ยังไม่ลุกลามออกไป ที่หมอเรียกว่ามะเร็งระยะแรกเริ่ม (Carcinoma in situ)นั้น คนไข้จะไม่มีอาการอะไรเลยทั้งสิ้น ตรวจพบโดยวิธีตรวจช่องคลอดหามะเร็งระยะแรกเริ่มที่เรียกกันว่า การตรวจแป๊ปสเมียร์ (Pap smear)
ส่วนอาการแรกๆ ที่ชาวบ้านสังเกตได้เองซึ่งเป็นอาการของระยะลุกลามก็คือ อาการตกขาวหรือการมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังร่วมเพศใหม่ๆ หรืมีเลือดออกกกะปริดกะปรอย




ตกขาวปกตินั้น ไม่มีอาการออกเล็กน้อย ไม่ถึงกับต้องใช้ผ้าอนามัยและถึงกับเปรอะเปื้อนมักไม่คัน ไม่มีกลิ่นและมีสีขาวใสๆ แต่ ถ้าตกขาวเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนอง มีกลิ่นเหม็นหรือมีอาการแสบขัดปวดก็ถือว่าเป็นตกขาวผิดปกติ อาจเป็นมะเร็งหรือเป็นจากสาเหตุอื่นก็ได้ ควรไปหาหมอ

มะเร็งปากมดลูกเริ่มแรกมีเลือดออกหลังร่วมเพศ หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอย ต่อไปเมื่อเป็นมากขึ้นก็มีอาการอักเสบแทรกซ้อน ทำให้มีตกขาวออกมาเรื่อยๆ ตกขาวเหมือนเป็นหนองสีเหลืองและมีเลือดปน กินยาใช้ยาอะไรก็ไม่ดีขึ้น มีกลิ่นเหม็นจัด จนคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นด้วย




- อาการอื่นๆ ของโรคนี้

ได้แก่ ตกเลือด บางคนไปหาหมอเมื่อมีอาการตกเลือดมากจนเป็นลมช็อคหรือถ้าเป็นในระยะท้ายๆก็ อาจมีอาการปวดที่ท้องน้ำหนักลด ไม่มีแรง บวม หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ซึ่งเกือบเป็นระยะสุดท้ายแล้ว จึงอยากย้ำว่า สิ่งใดที่ผิดไปจากที่เราเคยมีอยู่เป็นประจำแล้วละก้อ อย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะโรคนี้เป็นระยะแรกๆ ก่อนมีอาการและรีบรักษาก็มีโอกาสหายได้

- ควรตรวจหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกทุกคนไหม

อัน ที่จริงผู้หญิงทุกคนควรจะได้รับการตรวจเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศแล้ว แต่เราจะรณรงค์ให้ผู้หญิงกว่า 10 ล้านคนขึ้น ไปมาตรวจนั้น รัฐคงไม่มีทางที่จะบริการได้ ดังนั้นจึงขอพูดว่า บุคคลที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจดี กว่าคือ พวกที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูง เช่นพวกที่มีความสัมพันธ์ทางเพศตั้งแต่อายุยังน้อย พวกที่มีลูก 2-3 คนขึ้นไป พวกที่มีความสำส่อนทางเพศ พวกที่มีอาชีพเป็นหญิงบริการ พวกที่มีการอักเสบของปากมดลูกตกขาว เป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

- ควรตรวจทุกปีไหม

สมัยก่อนแนะนำให้ตรวจทุกปี แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่ในต่างประเทศก็เห็นแล้วว่าอาจไม่ตรวจทุกปี นอกจากพวกที่มีอัตราเสี่ยงสูง พวกที่ไม่เสี่ยงมากหรือพวกที่เสี่ยงมากที่คิดว่าดีพอแล้วคือ ตรวจ 2 ปีติดกัน (ปีละครั้ง) แล้วเป็นปกติดีก็เว้นไปเป็น 3-4 ปีตรวจครั้งก็ได้



การรักษา มี 2 วิธีคือ การผ่าตัด กับ การใช้รังสีรักษา (ฝังแร่กับฉายแสง)
1. การฝังแร่ นอนในห้องฝังแร่นานแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น
2. การฉายแสง อาจทำให้ถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องเสีย อาจเป็นหลังฉายแสง 2 ปีไปแล้วก็ได้ ถือว่าเป็นโรคแทรกของการฉายแสง แต่ก็คุ้มกับการยืดชีวิตให้ยืนยาวออกไป
คนไข้บางคนเลยไปบอกเล่าให้คนอื่นๆ ว่าแพ้แสง ทำให้เกิดการเข้าใจผิดนึกว่า การฉายแสงทำให้ผิวดำเกรียมยังกับเอาไฟมาไหม้จะเจ็บปวด ทำให้คนไข้ที่เป็นโรคนี้ส่วนมากกลัวการฉายแสง จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น การ ฉายแสงมีความสะดวกสบาย ปกติฉายเพียงวันละ 5-15 นาที นอนเฉยๆ ไม่เจ็บปวดแต่อย่างไร ฉายเสร็จก็กลับบ้านได้ ไม่ต้องพักอยู่ในโรงพยาบาลแต่ต้องเสียเวลาเทียวไปเทียวมาทุกวัน


จะมีวิธีไหน ขึ้นกับระยะของโรค

ถ้าเป็น ระยะ 0 คือระยะแรกเริ่มก่อนมีอาการใช้วิธีผ่าตัดเพียงอย่างเดียว สามารถหายขาดได้เกือบร้อยละ 100
ถ้าเป็น ระยะที่ 1 ใช้การผ่าตัดหรือฝังแร่และฉายแสง
ถ้าเป็น ระยะที่ 2, 3 และ 4 ใช้วิธีฉายแสง แล้วตามด้วยการฝังแร่


-โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ ชาวบ้านหรือแม้แต่หมอเราส่วนใหญ่ คิดว่าการเป็นมะเร็งก็คือความตาย แต่ความจริงทุกระยะมีโอกาสหายขาดได้ และถึงแม้ไม่หายขาดการรักษาก็ช่วยลดความทุกข์ทรมาน ย่อมมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแน่นอน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ียวกับการรักษามะเร็งปากมดลูก

- ปัญหาที่แพทย์ปวดขมอง

เนื่อง จากคนไข้ส่วนมากตรวจพบเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะที่ 2 ขึ้นไปต้องรักษาด้วยการฝังแร่และตามด้วยการฉายแสง การฉายแสงทำได้เพียงไม่กี่แห่ง (ในต่างจังหวัดมีที่เชียงใหม่เพียงแห่งเดียว)

คนไข้ที่เป็นกันส่วนใหญ่เป็นคนจนๆ และอยู่นอกกรุงเทพฯ จึงมีความยากลำบากในการเดินทางมารักษาที่กรุงเทพฯ พบว่าคนไข้ที่มารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี 100 คนมีถึง 30 คนที่มีปัญหาในการรักษา
ใน 30 คนนี้ 20 คนปฏิเสธการรักษาเพราะความยากจน ไม่มีที่พักและเพราะว่ามีความเชื่อผิดๆ หันไปหาเกจิอาจารย์ต่างๆ กินยาหม้อ ยาโบราณรดน้ำมนต์

อีก 10 คน ฉายแสงได้ 1-2 อาทิตย์ (ปกติต้องฉายนาน 4-5 อาทิตย์) เลือดหยุดก็นึกว่าหายแล้ว บางคนที่กลัวมากกินยาหม้อร่วมด้วยก็เลยนึกว่าหายจากยาหม้อเสียฉิบ ก็เลยไม่ได้รับการฉายแสงให้ได้ครบถ้วนตามกระบวนการ ซึ่งทำให้โอกาสที่จะหายขาดนั้นลดน้อยลงไป เมื่อเริ่มการรักษาใหม่

- กินยาหม้อได้ผลจริงไหม

เห็น จะพูดยาก เพราะตัวมะเร็งนั้นมีการเจริญช้าเร็วไม่เหมือนกันในแต่ละคน ถ้าเป็นชนิดลุกลามช้าๆ แล้วไปกินยาหม้อเข้าโรคไม่ทรุดหนัก ก็ดูเหมือนว่าพวกนี้มีชีวิตอยู่ได้นาน นึกว่ายาหม้อได้ผล ความจริงโรคยังเป็นอยู่และจะค่อยๆ ลุกลามจนเป็นอันตรายได้ ถ้าจะพิสูจน์กันจริงๆ ก็ควรมีการวิจัยโดยแพทย์แล้วรวบรวมสถิติกันดูว่าหายจริงหรือไม่

- ค่ารักษาแพงไหม

ถ้า รักษาโรงพยาบาลของรัฐ คนที่ไม่มีสตางค์ ทางโรงพยาบาลมีแผนกประชาสงเคราะห์ก็รักษาให้ฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือฉายแสงก็ได้ทั้งนั้น

- อาหารที่ควรรับประทาน

อาหารที่กินแล้วทำให้มะเร็งงอกขึ้นนั้นไม่มีแน่ แต่ระหว่างรักษา ควรกินอาหารพวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่) และพวกวิตามิน ให้มากๆ เพื่อบำรุงให้ร่างกายทนต่อการรักษา ใน 1-2 อาทิตย์แรกที่ฉายแสงไม่ควรกินอาหารที่ย่อยยากหรือรสจัด อาจทำให้มวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เลยพาลนึกว่าแพ้แสง แล้วเลิกรากันไปกลางคัน ควรกินอาหารที่มีรสอ่อนไม่ให้มวนท้อง

* โรงพยาบาลที่มีเครื่องฉายแสงรักษามะเร็ง

1. โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล
2. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
3. โรงพยาบาลรามาธิบดี
4. โรงพยาบาลราชวิถี
5. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
6. โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
7. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
8. โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
9. โรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/39191

สังเกตอาการ...ไส้ติ่งอักเสบ


อาการปวดของไส้ติ่งแบบมาตรฐาน จะเริ่มปวดทั่วๆ บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ มักเป็นรอบๆ สะดือ อาจเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักเป็นแบบตลอดเวลา หลังจากนั้นประมาณ 6-10 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ต่ำกว่าสะดือ ปวดตลอดเวลา อาจมีไข้ขึ้น มีเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย อาการปวดแบบมาตรฐาน จะพบประมาณ 25% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจไม่เป็นแบบนี้ เช่น อาจไม่มีย้ายจุดปวด อาจปวดเป็นพักๆ ได้ (กรณีระยะแรก หรือเป็นชนิดที่อยู่หน้าหรือหลังลำไส้เล็ก) แต่ประเด็นสำคัญคือปวดด้านขวาล่างๆ กดเจ็บ เดินตัวงอ มีเบื่ออาหาร มักปวดตลอดเวลา

อาการเบื่ออาหารเป็นอาการที่สำคัญมาก พบเกือบ 100% ฉะนั้น ถ้าปวดท้องแต่ไม่เบื่ออาหาร กินข้าวได้ดี โอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบแทบจะไม่มี ถ้าไส้ติ่งแตก ไข้จะสูงลอย 40 องศา ปวดทั่วท้องทั้งซ้ายและขวา ท้องจะแข็งเกร็งไปหมด เดินไม่ไหว ต้องนอนนิ่งๆ

การรักษา ไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ ต้องทำการผ่าตัดสถานเดียว ปวดท้องทั่วไปจากโรคอื่นๆ โดยทั่วไป มักปวดเป็นพักๆ ถ้าเป็นจากโรคแผลในกระเพาะ มักปวดใต้ลิ้นปี่ สัมพันธ์กับอาหาร โดยจะท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย หรือปวดจุกเสียดก็ได้ มักเป็นหลังอาหาร( คือทานอาหารแล้วแย่ลง) แต่ถ้าเป็นแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น อาจเป็นที่ใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา มักปวดจุกเสียดก่อนอาหาร พอทานอาหารแล้วจะดีขึ้น

อาการปวดจากถุงน้ำดี มักเป็นที่ชายโครงขวาอาจมีร้าวไป บริเวณมุมล่างของสะบักขวาหรือบริเวณระหว่างสะบัก จะมีลักษณะที่สำคัญ คือ จะมีอาการแน่นหรืออืด หลังทานอาหารมันๆ หรือมีปวดท้องหลังอาหารเย็นเป็นพักๆ ที่ชายโครงขวา ปวดจากนิ่วในท่อไต อาการปวดจะเป็นพักๆ มากบริเวณเอวด้านหลังอาจร้าวมาขาหนีบ หรือบริเวณอัณฑะ ร่วมกับมีปัสสาวะเป็นเลือด หรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ

ปวดจากปีกมดลูก หรือรังไข่ จะปวดบริเวณท้องน้อยไม่สัมพันธ์กับอาหาร มักมีเลือดหรือตกขาวผิดปกติ ทางช่องคลอดร่วมด้วย

จะสังเกตว่าอาการปวดท้อง ในระยะแรกไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่ง หรือโรคอื่นๆ ก็ตามจะแยกกันยาก ต้องใช้การสังเกตอาการดังนั้น ในกรณีที่เริ่มปวดท้องที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร อย่าเพิ่งกินยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยก่อน เพราะการกินยาแก้ปวดจะทำให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคลำบาก เนื่องจากยาจะบดบังอาการปวด

ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/39106

กินเพื่อให้หุ่นดี


ในคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือที่เรียกว่าอ้วนนั้น มักมีความต้องการที่จะลดน้ำหนักให้น้อยลง วิธีการที่ใช้กันมากที่สุดก็คือการลดหรือจำกัดอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย

สำหรับผู้ใหญ่ที่อ้วน ก็คงสามารถจะจำกัดอาหารได้ตามถนัด แต่ ในเด็กที่อ้วนการจำกัดอาหารเป็นวิธีที่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากร่างกายและสมองของเด็กนั้นกำลังเจริญเติบโต การจำกัดอาหาร อย่างไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาระบบต่างๆ ของเด็กได้




สารอาหารสำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตของเด็ก
สำหรับเด็กทั่วไปสิ่งที่สำคัญที่สุดในการกินอาหารที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำคือการกินอาหารให้ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ได้แก่

- หมู่ที่ 1 โปรตีน ได้จากอาหารประเภท เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม และถั่ว อาหารประเภทนี้ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
- หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต ได้จากอาหารประเภท ข้าว แป้ง เผือก มัน และน้ำตาล อาหารประเภทนี้ให้พลังงานแก่ร่างกาย
- หมู่ที่ 3 พืชผักต่างๆ ให้สารอาหารประเภทวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ช่วยเสริมสร้างการทำงาน ของร่างกาย และช่วยในการขับถ่าย
- หมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ ให้สารอาหารประเภทวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร รวมทั้งให้พลังงานเพราะในผลไม้มีน้ำตาล
- หมู่ที่ 5 ไขมัน ทั้งจากสัตว์และพืช ให้พลังงานและกรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกาย

สารอาหารเหล่านี้ช่วยให้เด็กเจริญเติบโตได้สมวัย ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งสิ่งที่จะตามมาคือความบกพร่อง ของร่างกายและสติปัญญา เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดังนั้นในทุกมื้ออาหารผู้ปกครองควรจะดูแลให้เด็กๆ กินอาหารครบถ้วน พอเพียง และหลากหลาย

การจำกัดอาหารในเด็กเล็ก
หากว่าเป็น เด็กเล็กที่มีความอ้วนมากเกินไป จนเกิด โรคแทรกซ้อน เช่น หายใจลำบาก กระดูกพิการ เป็นต้น มีความจำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนัก การจะลดอาหารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากเด็กในช่วงอายุ 2 ขวบ เป็นช่วงสำคัญที่สมองกำลังเจริญเติบโต

รศ.พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำว่า
" ในกรณีที่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ และเพิ่งเริ่มอ้วนหรืออ้วนเพียงเล็กน้อย เราแนะนำว่าให้กินอาหารเท่าเด็กปกติ คือเด็กที่อ้วนมักกินอาหารมากกว่าธรรมดา เมื่อเราให้เขากลับมากินอาหารเท่าเด็กปกติ แล้วเขาสูงขึ้น ซึ่งเด็กช่วง ๒ ขวบปีแรกจะสูงได้ค่อนข้างเร็ว จะทำให้ความอ้วนของเขาลดลง ยกเว้นในกรณี ที่อ้วนมากจนเกิดผลแทรกซ้อน เช่น หายใจลำบาก ขาดออกซิเจน อย่างนี้เราจะต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลและดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องจำกัดอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แป้ง น้ำตาล น้ำมัน กะทิ เนย เพื่อให้เด็กที่อ้วนมากจนมีโรคแทรกได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าเด็กปกติ ที่สูงเท่ากัน แต่ไม่น้อยเกินไปจนเกิดอันตราย"

" ในกรณีเด็กเล็ก การจำกัดอาหารเองอาจจะไม่ปลอดภัย ที่ว่าไม่ปลอดภัยก็คือมีผลเสียต่อการเติบโตและสมอง ในช่วงอายุ 2-4 ขวบเซลล์สมองของเด็กมีโอกาสเติบโตได้อีก ดังนั้นจึงควรระวังไม่ให้เด็กที่มีปัญหาเรื่องอ้วนเกิดการขาดสารอาหารจากการ รักษา แต่ถ้าเผื่อว่าเขาต้องจำกัดอาหาร ก็จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กไม่ขาดโปรตีน ไม่ขาด วิตามิน ไม่ขาดแร่ธาตุ เช่น เหล็ก สังกะสี แคลเซียมหรือสารอาหารอื่นๆ ที่จะมีผลต่อสมองและการเจริญเติบโตของเด็ก ควรมีการดูแลที่มั่นใจว่าเด็กถูกจำกัดอาหารเฉพาะพลังงานแต่อย่างอื่นครบ อาจจะต้องมีการเสริมวิตามินรวมถ้าจำกัดอาหารมาก"

ถ้าเป็นเด็กอายุมากขึ้น คือเด็กวัยรุ่นหรือเด็กโตแล้ว ถ้าเผื่ออ้วนเล็กน้อย ควรแนะนำให้เขากลับมากินอาหารเท่าเด็กปกติ เพื่อให้น้ำหนักไม่เพิ่มหรือเพิ่มช้าแต่สูงขึ้นตามวัย ทำให้รูปร่างได้สัดส่วน แต่ถ้าเป็นเด็กที่อ้วนปาน-กลางหรืออ้วนมาก ก็จะต้องให้อาหารที่มีพลังงานน้อยกว่าเด็กปกติ คุณหมอแนะนำต่อว่า

" ในกรณีที่เด็กอ้วนมีอายุมากกว่า 2 ขวบ ควรจะให้ดื่มนมที่มีไขมันต่ำ หรือนมพร่องมันเนย เพราะนมพร่องมันเนยให้สารอาหารที่มีประโยชน์ไม่ต่างจากนมธรรมดา ยกเว้นไขมันต่ำ เหมาะสำหรับเด็กอ้วนที่เราต้องการจะจำกัดไขมันในอาหารอยู่แล้ว แต่ควรเป็นนมพร่องมันเนยที่มีรสจืดด้วย เพราะถ้าเป็นนมพร่องมันเนยที่มีรสหวานก็ให้พลังงานไม่น้อย"


เพิ่มผัก...เพิ่มพลังลดความอ้วน
รายการอาหารที่จะเป็นพระเอกในการช่วยเหลือคนที่จะลดความอ้วนหนีไม่พ้นอาหาร ประเภท ผัก แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว ผักเป็นเหมือนยาขมที่เขาไม่ชอบกิน คุณหมออุมาพรกล่าวว่า

" เด็กอ้วนส่วนหนึ่งจะไม่กินผัก เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้เพิ่มผัก และควรแนะนำให้เอาผักมาทำอาหารที่ไขมันไม่มาก เช่น แกงจืด สลัดน้ำใส หรือผัดกับน้ำหรือน้ำมันเพียงเล็กน้อย เป็นต้น ไม่ใช่บอกให้กินผัก ก็ไปกินผัดผักเอาน้ำมันมาราดข้าว" ต่อไปนี้คือวิธีการประกอบอาหารแบบที่ง่ายและเหมาะสมสำหรับที่จะลดความอ้วน

ผัดผัก (ด้วยน้ำ)
เอาน้ำพอสมควรตั้งไฟให้เดือด แล้วใส่เนื้อไม่ติดมัน ลงไป เนื้อที่ไม่ติดมันนี้ก็ยังมีน้ำมัน เพราะฉะนั้นพอเราเอาเนื้อที่ไม่ติดมันใส่ลงไปในน้ำที่ร้อนจัด ใส่ผักสดลงไป ผัดจนสุก ปรุงรสพอสมควร อย่าให้หวาน ก็จะได้อาหารอร่อยแต่มีพลังงานต่ำ นอกจากรายการนี้แล้วยังมีอาหารจานอื่นๆ ที่หลีกเลี่ยงไขมันได้ เช่น แกงจืด เกาเหลา ต้มจับฉ่าย สุกียากี้ สลัดน้ำใส ยำ รายการเหล่านี้ทุกจานเน้นผักคุณหมอกล่าวว่า ในอาหารทุกมื้อควรจะมีผักสักหนึ่งทัพพี จึงจะเหมาะสม นอกจากนั้นจะต้องปฏิบัติดังนี้คือ

" อาหารอย่างอื่นคือพวกข้าวและแป้ง ควรลดลง ปกติเด็กโตและผู้ใหญ่จะกินข้าวมื้อละประมาณ 2-3 ทัพพี เด็กอ้วนอาจจะกินมื้อละ 1-2 ทัพพี แล้วแต่ความสูง ต้องลดอาหารที่มีการทอด ผัด หลีกเลี่ยงอาหารที่ ใช้กระทะ อาหารที่ทำจะต้องไม่หวาน ใช้รสธรรมชาติ พยายามที่จะไม่ให้มีรสจัด ไม่ว่าจะหวานจัด เค็มจัด สำหรับเนื้อสัตว์ต้องย้ำว่าให้กินเป็นประจำ แต่ละมื้อ ให้มากพอเพียงกับความต้องการ เช่น มื้อละประมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะ และดื่มนมวันละประมาณ 2 แก้วทุกวัน ขอย้ำว่า เด็กที่ลดความอ้วนโดยผิดวิธีจะไม่ได้ผล เช่น กินแต่ผลไม้ทั้งวัน ซึ่งจริงๆ แล้วผลไม้มีน้ำตาล ยิ่งกินมากก็ยิ่งอ้วน จึงควรกินอาหารครบทุกหมู่ ผลไม้ไม่ควรกินมาก อาจจะวันละสัก 2 ครั้งหรือ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 ทัพพีเท่านั้นก็พอ นอกจากนี้ไม่ควรอดอาหารเป็นมื้อๆ เพราะจะขาดอาหารหรือหิวมากในมื้อถัดไปหรือปวดท้อง" นี่คือวิธีปฏิบัติที่ไม่ยากสำหรับการลดความอ้วนในเด็ก เพียงแต่ผู้ปกครองจะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องอาหารการกิน ตั้งแต่สิ่งที่เด็กกินไปจนกระทั่งถึงกรรมวิธีที่ใช้ในการปรุงอาหาร และถ้าจะให้ดีที่สุด ควรที่จะปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการจำกัดอาหาร ของบุตรหลานที่เป็นโรคอ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงอันเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของสมอง และร่างกายของเด็ก

ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/40260

เครื่องดื่มเกลือตัวทำลายสารเคลือบฟัน...สาเหตฟันผุ


ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยสหรัฐพบว่า เครื่องดื่มเกลือแร่บำรุงกำลังที่นิยมดื่มหลังการออกกำลังกาย เป็นตัวการทำให้ฟันผุและมีผลเสียต่อคุณภาพของรอยยิ้มที่สดใสยิ่งกว่าน้ำอัดลม น้ำหวานหรือน้ำผลไม้

ศาสตราจารย์ มาร์ก วูล์ฟ แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ผู้นำการศึกษาในครั้งนี้กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่สามารถเชื่อมโยงความเกี่ยวพันกันระหว่างกรดซิตริกในเครื่อง ดื่มบำรุงกำลังกับการสึกกร่อนของตัวฟัน จากการทดสอบเครื่องดื่มบำรุงกำลังกับวัว ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างของฟันคล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุด พบว่าน้ำผลไม้และน้ำหวานที่ใช้เป็นส่วนผสมมีอัตราส่วนของกรดซิตริกในปริมาณ ที่สูงมาก ซึ่งสามารถทำลายเคลือบฟันได้ทันทีหลังการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้เพียงไม่ กี่ครั้ง

ที่สำคัญผลร้ายต่อฟันยังอาจอันตรายมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม หากผู้ดื่มใช้แปรงสีฟันปัดไปที่ฟันโดยตรงหวังขจัดคราบน้ำตาล ก็จะทำให้สารเคลือบฟันถูกทำลายมากยิ่งขึ้น อันเป็นผลมาจากการสีกันระหว่างกรดกับความแข็งของขนแปรง

การที่เครื่องดื่มบำรุงกำลังมีน้ำตาลและกรดนั้นเนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่ได้ รับการออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มเติมเกลือแร่และของเหลวแก่ร่างกาย ที่สูญเสียไปผ่านเหงื่อระหว่างการออกกำลัง เพื่อให้ร่างกายฟื้นคืนสภาพกลับมามีพลังงานดังเดิมอีกครั้งหนึ่ง นอกจากกรดซิตริกแล้วจากการศึกษายังพบด้วยว่าเครื่องดื่มบำรุงกำลังบางยี่ห้อ มีกรดแอสคอร์บิก เพื่อเพิ่มเติมกลิ่นและรสชาติเป็นส่วนผสมที่สำคัญอีกด้วย

ทั้งนี้กรดที่อยู่ในเครื่องดื่มบำรุงกำลังจะเข้าไปกัดกร่อนสารเคลือบฟันที่เรียกว่า อีนาเมล หากไม่มีการรักษาอย่างทันท่วงที กรดจะทะลุส่วนของสารเคลือบเข้าไปทำลายฟันหรือเกิดอาการที่เรียกกว่าฟันผุนั่นเอง

ข่าวสารจาก: http://www.thaihealth.or.th/node/8707

ตะคริว...เกิดขึ้นเพราะอะไร


หากคุณกำลังรู้สึกหวาดกลัวกับ อาการตะคริวของกล้ามเนื้อบริเวณทรวงอกที่อยู่ด้านหน้าของหัวใจ ยิ่งมีอาการบีบรัดมากขึ้นในบริเวณใกล้ ๆ หัวใจก็ทำให้รู้สึกวิตกกังวล เพราะเข้าใจว่าเป็นโรคหัวใจ บางรายมีอาการตะคริวของกล้ามเนื้อกระบังลม ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ควบคุมการหายใจ จนทำให้รู้สึกว่าหากใจลำบาก ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคของทางเดินหายใจอุดตัน เพราะนั้นเป็นอาการที่เราเรียกว่า "ตะคริว" ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เกิดขึ้นเพราะอะไร และมีสาเหตุจากอะไร ลองอ่านบทความข้างนี้ดูนะค่ะ

ตะคริว... คือ ภาวะกล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง และปวด มักเกิดขึ้นโดยที่คุณไม่รู้สึกตัว อาการปวดเกร็งจะเกิดอยู่เพียงไม่นาน โดยพบว่ากล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวได้บ่อย คือ กล้ามเนื้อน่องและต้นขา ในทางการแพทย์ระบุไว้ว่า "ตะคริว เกิดขึ้นจากการปล่อยประจุไฟฟ้าของปลายประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง"



ลักษณะของผู้ที่เป็นตะคริว

- กล้ามเนื้อจะหดแข็งเป็นก้อนสามารถคลำได้ ทั้งนี้หากสังเกตแล้ว การเกิดตะคริวจะเกิด ขึ้นในเวลากลางคืน หรือภายหลังจากการออกกำลังอย่างหนัก

- บางคนอาจมีอาการปวดในช่วงแรก ๆ และค่อย ๆ ทุเลาลงไปเอง

- บางคนอาจปวดอย่างต่อเนื่องเป็นวัน ๆ ได้ เนื่องจากเกิดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อในช่วงนั้น ๆ



ปัจจัยที่ทำให้เป็นตะคริว

- สำหรับนักกีฬา การขาดเกลือแร่และอิเลคโตรไลด์ (Electrolyte) ซึ่งเกิดจากการขับของเหงื่อเป็นจำนวนมากในระหว่างเล่นกีฬา

- สำหรับในคนปกติพบว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายแบบรวดเร็วก็มีผลเช่นเดียวกัน

- ภาวะที่กล้ามเนื้อขาดเลือดหล่อเลี้ยง ซึ่งเกิดได้บ่อยในระหว่างวัน โดยเฉพาะผู้ที่นั่งนอนหรือยืนในท่าที่ไม่สะดวกนาน ๆ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก

- สำหรับผู้ที่ชอบสวมใส่เสื้อผ้ากางเกงที่รัดแน่นมากเกินไป อาจทำให้เลือดที่จะไปเลี้ยงลดลง กล้ามเนื้อขาดออกซิเจน จนเกิดเป็นตะคริวได้

- ผู้ป่วยที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำในร่างกาย หรือการที่ร่างกายเสียเกลือโซเดียม เนื่องจากท้องเสีย อาเจียน การสูบบุหรี่ การใช้ยาบางชนิด หรือสูญเสียเหงื่อมากเนื่องจากความร้อน อากาศร้อน หรือทำงานในที่ที่ร้อนจัด ก็ส่งผลให้เกิดเป็นตะคริวรุนแรงขึ้นในทันทีได้



วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สำหรับผู้ที่เป็นตะคริว เพื่อลดอาการเจ็บปวด คือ

- เมื่อเกิดตะคริวขึ้นที่ตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดให้คุณใช้ของเย็นหรือผ้าเย็น ประคบ อย่าใช้ของอุ่นหรือร้อนเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบีบเกร็งมากขึ้น

- หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยพยายามยืดกล้ามเนื้อจุดนั้นออกอย่างช้า ๆ เช่น หากคุณเป็นตะคริวที่น่อง ก็ให้เหยียดขาให้ตึงแล้วกระดกปลายเท้าขึ้นจะช่วยให้ตะคริวคลายออกได้เร็วขึ้น



สำหรับ ผู้ที่เป็นตะคริวที่น่องและเป็น ๆ หาย ๆ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเดินนาน ๆ ให้คุณลองบริหารกล้ามเนื้อด้วย วิธีปฏิบัติง่าย ๆ คือ เริ่มจากยืนหันหน้าเข้ากำแพงห่างประมาณ 3-4 ฟุต จากนั้นให้ก้มตัวไปด้านหน้าโดยเอามือยันกำแพง ให้ส้นเท้าสัมผัสที่เข่า และหลังเหยียดตรง ทำต่อเนื่อง 3 นาที และพัก 1 นาที ให้ครบ 15 นาที นอกจากนี้การฝึกการหายใจอย่างถูกวิธี ด้วยสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนได้เต็มที ก็เป็นการลดความเสี่ยงการเกิดตะคริวได้



ข่าวสารจาก: http://www.thaihealth.or.th/node/14015