
โรคปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบในปอด อันเกิดจากการติดเชื้อในปอด โรคนี้มักเกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่โดยเฉพาะเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพราะมีภูมิต้านโรคยังไม่แข็งแรงพอ
ฤดูฝนย่างกรายเข้ามา เจ้าตัวเล็กมักจะเจ็บป่วยกันถี่ขึ้นใช่ไหมล่ะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีเชื้อโรคหลายๆ ตัวที่มากับฝน โดยเฉพาะเชื้อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ ไปจนถึงโรคปอดบวม
ปอดบวม กับ ปอดอักเสบ
คุณแม่คงเคยได้ยินคำว่า “ปอดบวม” กับ “ปอดอักเสบ” และสงสัยว่าเป็นคำเดียวกันหรือไม่ จริงๆ แล้วปอดบวมและปอดอักเสบนี่เป็นคำคล้ายๆ กัน แต่โรคปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบภายในปอด อันเกิดจากการติดเชื้อในปอด ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่คล้ายๆ เชื้อหวัดคือ เกิดจากเชื้อไวรัส บางครั้งบางคราวอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อที่อยู่ระหว่างไวรัสกับแบคทีเรียได้เหมือนกัน แต่ปอดอักเสบอาจจะมีสาเหตุอื่นที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อเท่านั้น
เสี่ยงเพราะภูมิคุ้มกันต่ำ
โรคปอดบวม เป็นโรคที่เกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพราะภูมิต้านโรคของลูกยังไม่แข็งแรงพอ ขณะเดียวกันเด็กวัยอนุบาลก็พบว่าเป็นโรคปอดบวมมาก เพราะปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ที่ติดต่อผ่านทางเดินหายใจเป็นหลัก คล้ายๆ กับหวัด พอมีใครในห้องเป็นหวัด และมีอาการไอ จาม หรือมีสารคัดหลั่งอย่างเช่นน้ำมูกหรือเสมหะ เมื่อเด็กๆ เล่นด้วยกันก็สัมผัสสารคัดหลั่งเหล่านั้น ทำให้ติดโรคกันได้
นอกจากนั้นยังมีเด็กที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดบวมได้อีก คือเด็กมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางเดินหายใจอย่างอื่น เด็กที่เป็นหวัดบ่อย หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดบวมได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่น
อาการแบบนี้ใช่เลย
อย่างที่บอกว่า ปอดบวมมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นปอดบวมจึงเป็นหนึ่งในผลแทรกซ้อนจากการที่ลูกเป็นหวัด คออักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ แล้วลามลงมาที่ปอดจนกลายเป็นปอดบวม อาการส่วนใหญ่ของเด็กที่เป็นปอดบวมจึงมักเป็นหวัดนำมาก่อน มีน้ำมูก ไอ และเป็นไข้อยู่นานพอสมควร รักษาอย่างไรก็ยังไม่หายสักที จนกระทั่งเชื้อลามจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนลงไปที่ปอด ลูกก็จะมีอาการหลักๆ คือมีไข้ ไอมากตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน หายใจแรง หอบ แม้จะไม่ได้เพิ่งร้องไห้เสร็จหรือเพิ่งวิ่งมา คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกยังหายใจเร็วกว่าปกติได้จากหน้าอกที่บุ๋มลง ใช้แรงหายใจมากกว่าปกติ ถ้ามีอาการหายใจแบบนี้ก็ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอด่วนแล้วล่ะ
สิ่งสำคัญคือรักษาตามอาการ
เมื่อไปถึงมือคุณหมอแล้ว คุณแม่เองต้องบอกเล่าอาการต่างๆ ของลูกน้อยให้คุณหมอฟังอย่างละเอียด แล้วคุณหมอจะตรวจร่างกายเจ้าตัวเล็ก ตั้งแต่โดยเริ่มตั้งแต่วัดไข้ เสียงหายใจ อัตราการหายใจ และถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่าลูกของคุณแม่เป็นปอดบวมก็ต้องรักษาตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ + รักษาตามอาการ
ถ้าลูกมีไข้คุณหมอก็จะให้ยาลดไข้ แล้วก็ให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อที่จะให้เสมหะไม่เหนียวข้น จะได้มีการไอและขับออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าอาการหนักก็ต้องนอนที่โรงพยาบาล และให้น้ำเกลือ หรือบางรายอาจต้องให้ออกซิเจนเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น + รักษาเฉพาะทาง คือการให้ยาแก้อักเสบ ในกรณีที่ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะยาปฏิชีวนะจะมีส่วนช่วยในการรักษา หรืออาจจะรักษาด้วยวิธีอื่นควบคู่ด้วย เช่น การพ่นยาขยายหลอดลม การให้ยาละลายเสมหะ เมื่อมีเสมหะเหนียวไปปิดกั้นทางเดินหายใจ เพราะถ้าไม่รักษาอาจจะทำให้ปอดส่วนไม่มีอากาศเข้าไปอาจจะทำให้ปอดแฟบจนต้องเคาะปอดหรือกายภาพปอด เพื่อให้ลูกสามารถหายใจได้สะดวก เพราะถ้าปอดเสียไปทั้ง 2 ข้าง อาจมีภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว จนต้องมีการใส่ท่อช่วยทางเดินหายใจ เป็นต้น
วิธีป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเป็น ปอดบวม
- ถ้าคนใกล้ชิดไม่สบาย หรือมีการระบาดเกี่ยวกับเชื้อโรคบางอย่างที่สามารถทำให้เกิดปอดบวมได้ คุณต้องพยายามไม่ให้ลูกน้อยของคุณเข้าใกล้ หรือถ้าเป็นไปได้ควรให้ผู้ป่วยใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
- หลีกเลี่ยงที่จะไปในที่ที่มีความแออัด เพราะเป็นสิ่งแวดล้อมที่แพร่กระจายเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี
- วัคซีนทางเลือกบางตัว สามารถลดความเสี่ยงในการเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปอดบวมได้
- ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ต้องดูแลและรักษาสุขภาพของลูกให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่น
ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/37551

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น