วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ยาเจริญอาหาร ทำให้เด็กโตเกินวัย


อาจส่งผลกระทบ เช่น มีพฤติกรรมอารมณ์รุนแรง อาจตัวเตี้ยเมื่อโตขึ้น นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงอีกประการแล้ว สำหรับพ่อแม่ที่นิยมให้ลูกของตนรับประทานยาบำรุงหรือยาเจริญอาหารล่าสุด ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี ได้เปิดเผยผลการศึกษาว่า ที่ผ่านมาได้ทำการตรวจรักษาคนไข้เด็ก 2 ราย เป็น ด.ช.อายุ 4 ขวบ และ ด.ญ.อายุ 2 ขวบ จาก จังหวัดนครสวรรค์ ที่ถูกส่งต่อมารักษา มีปัญหาแตกเนื้อหนุ่มแตกเนื้อสาวเกินวัยที่จะเป็น ซึ่งสาเหตุมาจากความรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ของผู้ปกครอง


สืบเนื่องจากผู้ป่วย ด.ช.อายุ 4 ขวบ จาก จ.นครสวรรค์ ได้มารับการตรวจที่หน่วยต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ด้วยอาการเป็นหนุ่มก่อนวัย คือ มีอวัยวะเพศเท่ากับขนาดของผู้ใหญ่ คือ ประมาณ 10 เซนติเมตร ร่วมกับมีขนที่หัวหน่าว มีหนวดบางๆ เสียงแตก และเริ่มสิวบนใบหน้า เด็กโตเร็วกว่าปกติ มีส่วนสูงเท่ากับเด็ก 8 ขวบ มีพฤติกรรมและอารมณ์รุนแรง อาการดังกล่าวเป็นมาประมาณ 2 ปี แล้ว สาเหตุของปัญหาที่แพทย์มักจะคิดถึง คือ ด.ช.มีการสร้างฮอร์โมนเพศชายมากผิดปกติ หรือได้รับฮอร์โมนเพศชายจากภายนอกโดยการกินหรือฉีด แต่มารดาบอกว่าให้รับยาบำรุงช่วยเจริญอาหารเท่านั้น จึงได้ทำการตรวจทดสอบจากห้องปฏิบัติการ ปรากฏว่าได้รับฮอร์โมนเพศชายจากภายนอก

ทราบภายหลังว่ามารดาของเด็กได้เริ่มซื้อยาบำรุงชนิดหนึ่ง ขนาด 60 ซีซี ราคาขายประมาณ 30-40 บาท ให้ผู้ป่วยกินเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อให้เจริญอาหาร ซึ่งยาชนิดดังกล่าวมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศชายประเภทหนึ่ง คือ แอนโดรเจน ประมาณ 5 มิลลิกรัม ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวทำให้เด็กชายเป็นหนุ่มก่อนวัย มีผลเสียอย่างมากต่อระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ ผู้ป่วยเด็กจะโตเร็วผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ที่ไม่เหมาะสมกับวัย และเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะเตี้ยกว่าคนปกติเนื่องจากกระดูกพัฒนาเกินกว่าวัยที่แท้จริงในช่วงเด็ก และหยุดเจริญเติบโตก่อนวัยอันสมควร

ส่วนเด็กหญิงถ้ารับประทานยานี้เข้าไปก็จะทำให้ ลักษณะของอวัยวะเพศผิดปกติ คือ คลิตอริส หรือภาษาชาวบ้านเรียกปุ่มกระสัน หรือเม็ดละมุดจะโตคล้ายกับองคชาติในเพศชาย ซึ่งกรณี ด.ญ. 2 ขวบก็มีขนหัวหน่าว มีสิวก่อนวัย และเติบโตเร็วผิดปกติส่งผลให้ตัวเตี้ยในที่สุดเช่นเดียว กัน ในขณะที่ผู้ใหญ่ทานแล้วไม่พบผลกระทบใดๆ

จากการสอบถามมารดาของ ด.ช. 4 ขวบ ทราบว่ายาดังกล่าวซื้อหาได้ง่ายมาก มีขายในร้ายยาทุกแห่ง และในการประชุมวิชาการระหว่างแพทย์ด้วยกัน พบว่า แพทย์ในหลายสถาบันก็เคยพบผู้ป่วยในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ข้อมูลทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าเด็กจำนวนมากอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายต่อการรับประทานยาบำรุงเจริญอาหาร ถึงแม้ยาดังกล่าวจะมีฉลากยาบ่งชี้ "เด็กห้ามรับประทาน" แต่ในคำเตือนเขียน "ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ห้ามใช้ในเด็กติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน เพราะอาจกดการเจริญเติบโตได้" ซึ่งเป็นการเขียนที่ขัดแย้งและทำให้ผู้อ่านสับสนจนเข้าใจผิดว่า เด็กใช้ยาดังกล่าวได้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเจตนาแอบแฝงของทางบริษัท โดยเฉพาะในการผลิตในรูปแบบของยาน้ำ แสดงถึงความจงใจที่จะให้มีการใช้ในเด็ก นอกจากนี้ยังแจ้งผลไม่พึงประสงค์ของยาไม่ครบถ้วนด้วย


ศ.นพ.พัฒน์ กล่าวด้วยว่า ยาดังกล่าวถูกสั่งไม่ให้ใช้ในเด็กมา 17 ปี โดยมีหนังสือยืนยันจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่าอนุญาตให้ใช้เฉพาะในผู้ใหญ่ แต่จงใจผลิตในรูปยาน้ำเชื่อม ซึ่งได้เคยรายงานให้ อย.ทราบ 2 รายเมื่อ 7 ปีก่อนแต่ยังมีการขายทั่วไปโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่ยานี้ห้ามใช้ในเด็กทุกอายุ อีกทั้งหากเด็กหยุดการรับประทานยาดังกล่าวร่างกายก็จะไม่กลับมาเป็นปกติ เพราะอวัยวะเพศที่โตขึ้นจะไม่หดเล็กลงเหมือนกับอวัยวะเพศเด็ก คือ อาจหดเล็กลงนิดหน่อย และสีขนจางลงเท่านั้น

น่าเป็นห่วงเด็กๆ ในขณะเดียวกันก็น่าวิตกแทนพ่อ แม่ ผู้ปกครอง เพราะนอกจากหมดหวังที่จะเห็นลูกเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีแล้ว ยังต้องมาตกเป็นเหยื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียอีก ฉะนั้นการเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อยาบำรุงมารับประทานเองคงเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันลูกรักได้ในยามนี้ ในขณะเดียวกันทางผู้ผลิตยาเองก็ต้องสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น อย่างเห็นแก่ยอดขายจนถึงขั้นทำลายอนาคตชาติ อย่าลืมว่าเจตจำนงของการผลิตยาคือ มุ่งบำบัดรักษา เพิ่มพูนสุขภาพ ไม่ใช่บ่อนทำลายอย่างกรณี “ยาเจริญอาหาร”


ข่าวสารจาก: http://www.thaihealth.or.th/node/1721

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น