
ในปัจจุบัน มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในผู้หญิงไทย และ มีปัญหาในด้านการรักษามากทั้งๆ ที่มะเร็งชนิดนี้ สามารถตรวจพบในระยะแรกเริ่มด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก และสามารถรักษาให้หายขาด….โรคนี้เป็นอย่างไร ขอเชิญอ่านรายละเอียดได้จากบทสนทนากับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ คือ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงวิไล เบญจกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาสูตินรีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมเกียรติ ศรีสุพรรณดิฐ แห่งภาควิชาสูตินรีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
กลุ่มเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก
แปลก มากที่โรคนี้มันเกี่ยวข้องกับเศรษฐฐานะ คนยิ่งจนยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือเป็นมะเร็งของคนจน เพราะคนจนส่วนมากจะมีลูกมากแต่งงานเมื่ออายุยังน้อย หรืออาจมีสามีหลายคน
โรคนี้เกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศมากที่สุด หญิงที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยหรือเปลี่ยนคู่บ่อย จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มาก บางคนจึงว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นกามโรคชนิดหนึ่งด้วยคือ ถ้าไม่มีการร่วมเพศ ก็ไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก
- ผู้หญิงโสเภณีหรือหญิงบริการก็มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้หญิงทั่วไป
- ผู้หญิงที่มีลูกมาก ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าหญิงที่มีลูกน้อย
- หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจะ เป็นได้ แต่เป็นอีกชนิดหนึ่งซึ่งพบน้อยและไม่เกี่ยวข้องกับการร่วมเพศปกติ มะเร็งปากมดลูกมี 2 ชนิด ชนิดที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปและพบบ่อยที่สุดนั้นเกี่ยวกันกับความสำส่อนทาง เพศมากเป็นชนิดที่เรากำลังพูดคุยกันนี่แหละครับ
- ช่วงอายุที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ได้มากที่สุด พบบ่อยที่สุดก็ในช่วงอายุ 40-60 ปี คือในระยะใกล้วัยหมดประจำเดือนและระยะหลังวัยหมดประจำเดือนใหม่ๆ อายุ ที่น้อยที่สุดที่พบ ถ้าเป็นชนิดที่ลุกลามมีอาการแล้วคืออายุ 20 ปี ถ้าชนิดระยะแรกเริ่มที่ยังไม่มีอาการก็อายุ 18-19 ปี แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก
สาเหตุเกิดจากอะไร
ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากเรื่องเพศสัมพันธ์ คือมีความสัมพันธ์ทางเพศจักเกินไป หรือมีลูกมาก
- เป็นกรรมพันธุ์หรือเป็นโรคติดต่อ โรคนี้ยังไม่ยืืนยันว่าเป็นกรรมพันธุ์ และไม่มีการติดต่อไปยังคนอื่น เหมือนโรคติดต่ออื่นๆ
วิธีสังเกตุอาการโรคมะเร็งปากมดลูก
ถ้าเป็นระยะแรกเริ่มที่ยังไม่ลุกลามออกไป ที่หมอเรียกว่ามะเร็งระยะแรกเริ่ม (Carcinoma in situ)นั้น คนไข้จะไม่มีอาการอะไรเลยทั้งสิ้น ตรวจพบโดยวิธีตรวจช่องคลอดหามะเร็งระยะแรกเริ่มที่เรียกกันว่า การตรวจแป๊ปสเมียร์ (Pap smear)
ส่วนอาการแรกๆ ที่ชาวบ้านสังเกตได้เองซึ่งเป็นอาการของระยะลุกลามก็คือ อาการตกขาวหรือการมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังร่วมเพศใหม่ๆ หรืมีเลือดออกกกะปริดกะปรอย
ตกขาวปกตินั้น ไม่มีอาการออกเล็กน้อย ไม่ถึงกับต้องใช้ผ้าอนามัยและถึงกับเปรอะเปื้อนมักไม่คัน ไม่มีกลิ่นและมีสีขาวใสๆ แต่ ถ้าตกขาวเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนอง มีกลิ่นเหม็นหรือมีอาการแสบขัดปวดก็ถือว่าเป็นตกขาวผิดปกติ อาจเป็นมะเร็งหรือเป็นจากสาเหตุอื่นก็ได้ ควรไปหาหมอ
มะเร็งปากมดลูกเริ่มแรกมีเลือดออกหลังร่วมเพศ หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอย ต่อไปเมื่อเป็นมากขึ้นก็มีอาการอักเสบแทรกซ้อน ทำให้มีตกขาวออกมาเรื่อยๆ ตกขาวเหมือนเป็นหนองสีเหลืองและมีเลือดปน กินยาใช้ยาอะไรก็ไม่ดีขึ้น มีกลิ่นเหม็นจัด จนคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นด้วย
- อาการอื่นๆ ของโรคนี้
ได้แก่ ตกเลือด บางคนไปหาหมอเมื่อมีอาการตกเลือดมากจนเป็นลมช็อคหรือถ้าเป็นในระยะท้ายๆก็ อาจมีอาการปวดที่ท้องน้ำหนักลด ไม่มีแรง บวม หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ซึ่งเกือบเป็นระยะสุดท้ายแล้ว จึงอยากย้ำว่า สิ่งใดที่ผิดไปจากที่เราเคยมีอยู่เป็นประจำแล้วละก้อ อย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะโรคนี้เป็นระยะแรกๆ ก่อนมีอาการและรีบรักษาก็มีโอกาสหายได้
- ควรตรวจหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกทุกคนไหม
อัน ที่จริงผู้หญิงทุกคนควรจะได้รับการตรวจเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศแล้ว แต่เราจะรณรงค์ให้ผู้หญิงกว่า 10 ล้านคนขึ้น ไปมาตรวจนั้น รัฐคงไม่มีทางที่จะบริการได้ ดังนั้นจึงขอพูดว่า บุคคลที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจดี กว่าคือ พวกที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูง เช่นพวกที่มีความสัมพันธ์ทางเพศตั้งแต่อายุยังน้อย พวกที่มีลูก 2-3 คนขึ้นไป พวกที่มีความสำส่อนทางเพศ พวกที่มีอาชีพเป็นหญิงบริการ พวกที่มีการอักเสบของปากมดลูกตกขาว เป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
- ควรตรวจทุกปีไหม
สมัยก่อนแนะนำให้ตรวจทุกปี แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่ในต่างประเทศก็เห็นแล้วว่าอาจไม่ตรวจทุกปี นอกจากพวกที่มีอัตราเสี่ยงสูง พวกที่ไม่เสี่ยงมากหรือพวกที่เสี่ยงมากที่คิดว่าดีพอแล้วคือ ตรวจ 2 ปีติดกัน (ปีละครั้ง) แล้วเป็นปกติดีก็เว้นไปเป็น 3-4 ปีตรวจครั้งก็ได้
การรักษา มี 2 วิธีคือ การผ่าตัด กับ การใช้รังสีรักษา (ฝังแร่กับฉายแสง)
1. การฝังแร่ นอนในห้องฝังแร่นานแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น
2. การฉายแสง อาจทำให้ถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องเสีย อาจเป็นหลังฉายแสง 2 ปีไปแล้วก็ได้ ถือว่าเป็นโรคแทรกของการฉายแสง แต่ก็คุ้มกับการยืดชีวิตให้ยืนยาวออกไป
คนไข้บางคนเลยไปบอกเล่าให้คนอื่นๆ ว่าแพ้แสง ทำให้เกิดการเข้าใจผิดนึกว่า การฉายแสงทำให้ผิวดำเกรียมยังกับเอาไฟมาไหม้จะเจ็บปวด ทำให้คนไข้ที่เป็นโรคนี้ส่วนมากกลัวการฉายแสง จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น การ ฉายแสงมีความสะดวกสบาย ปกติฉายเพียงวันละ 5-15 นาที นอนเฉยๆ ไม่เจ็บปวดแต่อย่างไร ฉายเสร็จก็กลับบ้านได้ ไม่ต้องพักอยู่ในโรงพยาบาลแต่ต้องเสียเวลาเทียวไปเทียวมาทุกวัน
จะมีวิธีไหน ขึ้นกับระยะของโรค
ถ้าเป็น ระยะ 0 คือระยะแรกเริ่มก่อนมีอาการใช้วิธีผ่าตัดเพียงอย่างเดียว สามารถหายขาดได้เกือบร้อยละ 100
ถ้าเป็น ระยะที่ 1 ใช้การผ่าตัดหรือฝังแร่และฉายแสง
ถ้าเป็น ระยะที่ 2, 3 และ 4 ใช้วิธีฉายแสง แล้วตามด้วยการฝังแร่
-โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ ชาวบ้านหรือแม้แต่หมอเราส่วนใหญ่ คิดว่าการเป็นมะเร็งก็คือความตาย แต่ความจริงทุกระยะมีโอกาสหายขาดได้ และถึงแม้ไม่หายขาดการรักษาก็ช่วยลดความทุกข์ทรมาน ย่อมมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแน่นอน
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ียวกับการรักษามะเร็งปากมดลูก
- ปัญหาที่แพทย์ปวดขมอง
เนื่อง จากคนไข้ส่วนมากตรวจพบเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะที่ 2 ขึ้นไปต้องรักษาด้วยการฝังแร่และตามด้วยการฉายแสง การฉายแสงทำได้เพียงไม่กี่แห่ง (ในต่างจังหวัดมีที่เชียงใหม่เพียงแห่งเดียว)
คนไข้ที่เป็นกันส่วนใหญ่เป็นคนจนๆ และอยู่นอกกรุงเทพฯ จึงมีความยากลำบากในการเดินทางมารักษาที่กรุงเทพฯ พบว่าคนไข้ที่มารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี 100 คนมีถึง 30 คนที่มีปัญหาในการรักษา
ใน 30 คนนี้ 20 คนปฏิเสธการรักษาเพราะความยากจน ไม่มีที่พักและเพราะว่ามีความเชื่อผิดๆ หันไปหาเกจิอาจารย์ต่างๆ กินยาหม้อ ยาโบราณรดน้ำมนต์
อีก 10 คน ฉายแสงได้ 1-2 อาทิตย์ (ปกติต้องฉายนาน 4-5 อาทิตย์) เลือดหยุดก็นึกว่าหายแล้ว บางคนที่กลัวมากกินยาหม้อร่วมด้วยก็เลยนึกว่าหายจากยาหม้อเสียฉิบ ก็เลยไม่ได้รับการฉายแสงให้ได้ครบถ้วนตามกระบวนการ ซึ่งทำให้โอกาสที่จะหายขาดนั้นลดน้อยลงไป เมื่อเริ่มการรักษาใหม่
- กินยาหม้อได้ผลจริงไหม
เห็น จะพูดยาก เพราะตัวมะเร็งนั้นมีการเจริญช้าเร็วไม่เหมือนกันในแต่ละคน ถ้าเป็นชนิดลุกลามช้าๆ แล้วไปกินยาหม้อเข้าโรคไม่ทรุดหนัก ก็ดูเหมือนว่าพวกนี้มีชีวิตอยู่ได้นาน นึกว่ายาหม้อได้ผล ความจริงโรคยังเป็นอยู่และจะค่อยๆ ลุกลามจนเป็นอันตรายได้ ถ้าจะพิสูจน์กันจริงๆ ก็ควรมีการวิจัยโดยแพทย์แล้วรวบรวมสถิติกันดูว่าหายจริงหรือไม่
- ค่ารักษาแพงไหม
ถ้า รักษาโรงพยาบาลของรัฐ คนที่ไม่มีสตางค์ ทางโรงพยาบาลมีแผนกประชาสงเคราะห์ก็รักษาให้ฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือฉายแสงก็ได้ทั้งนั้น
- อาหารที่ควรรับประทาน
อาหารที่กินแล้วทำให้มะเร็งงอกขึ้นนั้นไม่มีแน่ แต่ระหว่างรักษา ควรกินอาหารพวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่) และพวกวิตามิน ให้มากๆ เพื่อบำรุงให้ร่างกายทนต่อการรักษา ใน 1-2 อาทิตย์แรกที่ฉายแสงไม่ควรกินอาหารที่ย่อยยากหรือรสจัด อาจทำให้มวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เลยพาลนึกว่าแพ้แสง แล้วเลิกรากันไปกลางคัน ควรกินอาหารที่มีรสอ่อนไม่ให้มวนท้อง
* โรงพยาบาลที่มีเครื่องฉายแสงรักษามะเร็ง
1. โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล
2. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
3. โรงพยาบาลรามาธิบดี
4. โรงพยาบาลราชวิถี
5. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
6. โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
7. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
8. โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
9. โรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/39191

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น