วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ยาเจริญอาหาร ทำให้เด็กโตเกินวัย


อาจส่งผลกระทบ เช่น มีพฤติกรรมอารมณ์รุนแรง อาจตัวเตี้ยเมื่อโตขึ้น นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงอีกประการแล้ว สำหรับพ่อแม่ที่นิยมให้ลูกของตนรับประทานยาบำรุงหรือยาเจริญอาหารล่าสุด ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี ได้เปิดเผยผลการศึกษาว่า ที่ผ่านมาได้ทำการตรวจรักษาคนไข้เด็ก 2 ราย เป็น ด.ช.อายุ 4 ขวบ และ ด.ญ.อายุ 2 ขวบ จาก จังหวัดนครสวรรค์ ที่ถูกส่งต่อมารักษา มีปัญหาแตกเนื้อหนุ่มแตกเนื้อสาวเกินวัยที่จะเป็น ซึ่งสาเหตุมาจากความรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ของผู้ปกครอง


สืบเนื่องจากผู้ป่วย ด.ช.อายุ 4 ขวบ จาก จ.นครสวรรค์ ได้มารับการตรวจที่หน่วยต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ด้วยอาการเป็นหนุ่มก่อนวัย คือ มีอวัยวะเพศเท่ากับขนาดของผู้ใหญ่ คือ ประมาณ 10 เซนติเมตร ร่วมกับมีขนที่หัวหน่าว มีหนวดบางๆ เสียงแตก และเริ่มสิวบนใบหน้า เด็กโตเร็วกว่าปกติ มีส่วนสูงเท่ากับเด็ก 8 ขวบ มีพฤติกรรมและอารมณ์รุนแรง อาการดังกล่าวเป็นมาประมาณ 2 ปี แล้ว สาเหตุของปัญหาที่แพทย์มักจะคิดถึง คือ ด.ช.มีการสร้างฮอร์โมนเพศชายมากผิดปกติ หรือได้รับฮอร์โมนเพศชายจากภายนอกโดยการกินหรือฉีด แต่มารดาบอกว่าให้รับยาบำรุงช่วยเจริญอาหารเท่านั้น จึงได้ทำการตรวจทดสอบจากห้องปฏิบัติการ ปรากฏว่าได้รับฮอร์โมนเพศชายจากภายนอก

ทราบภายหลังว่ามารดาของเด็กได้เริ่มซื้อยาบำรุงชนิดหนึ่ง ขนาด 60 ซีซี ราคาขายประมาณ 30-40 บาท ให้ผู้ป่วยกินเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อให้เจริญอาหาร ซึ่งยาชนิดดังกล่าวมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศชายประเภทหนึ่ง คือ แอนโดรเจน ประมาณ 5 มิลลิกรัม ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวทำให้เด็กชายเป็นหนุ่มก่อนวัย มีผลเสียอย่างมากต่อระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ ผู้ป่วยเด็กจะโตเร็วผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ที่ไม่เหมาะสมกับวัย และเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะเตี้ยกว่าคนปกติเนื่องจากกระดูกพัฒนาเกินกว่าวัยที่แท้จริงในช่วงเด็ก และหยุดเจริญเติบโตก่อนวัยอันสมควร

ส่วนเด็กหญิงถ้ารับประทานยานี้เข้าไปก็จะทำให้ ลักษณะของอวัยวะเพศผิดปกติ คือ คลิตอริส หรือภาษาชาวบ้านเรียกปุ่มกระสัน หรือเม็ดละมุดจะโตคล้ายกับองคชาติในเพศชาย ซึ่งกรณี ด.ญ. 2 ขวบก็มีขนหัวหน่าว มีสิวก่อนวัย และเติบโตเร็วผิดปกติส่งผลให้ตัวเตี้ยในที่สุดเช่นเดียว กัน ในขณะที่ผู้ใหญ่ทานแล้วไม่พบผลกระทบใดๆ

จากการสอบถามมารดาของ ด.ช. 4 ขวบ ทราบว่ายาดังกล่าวซื้อหาได้ง่ายมาก มีขายในร้ายยาทุกแห่ง และในการประชุมวิชาการระหว่างแพทย์ด้วยกัน พบว่า แพทย์ในหลายสถาบันก็เคยพบผู้ป่วยในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ข้อมูลทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าเด็กจำนวนมากอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายต่อการรับประทานยาบำรุงเจริญอาหาร ถึงแม้ยาดังกล่าวจะมีฉลากยาบ่งชี้ "เด็กห้ามรับประทาน" แต่ในคำเตือนเขียน "ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ห้ามใช้ในเด็กติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน เพราะอาจกดการเจริญเติบโตได้" ซึ่งเป็นการเขียนที่ขัดแย้งและทำให้ผู้อ่านสับสนจนเข้าใจผิดว่า เด็กใช้ยาดังกล่าวได้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเจตนาแอบแฝงของทางบริษัท โดยเฉพาะในการผลิตในรูปแบบของยาน้ำ แสดงถึงความจงใจที่จะให้มีการใช้ในเด็ก นอกจากนี้ยังแจ้งผลไม่พึงประสงค์ของยาไม่ครบถ้วนด้วย


ศ.นพ.พัฒน์ กล่าวด้วยว่า ยาดังกล่าวถูกสั่งไม่ให้ใช้ในเด็กมา 17 ปี โดยมีหนังสือยืนยันจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่าอนุญาตให้ใช้เฉพาะในผู้ใหญ่ แต่จงใจผลิตในรูปยาน้ำเชื่อม ซึ่งได้เคยรายงานให้ อย.ทราบ 2 รายเมื่อ 7 ปีก่อนแต่ยังมีการขายทั่วไปโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่ยานี้ห้ามใช้ในเด็กทุกอายุ อีกทั้งหากเด็กหยุดการรับประทานยาดังกล่าวร่างกายก็จะไม่กลับมาเป็นปกติ เพราะอวัยวะเพศที่โตขึ้นจะไม่หดเล็กลงเหมือนกับอวัยวะเพศเด็ก คือ อาจหดเล็กลงนิดหน่อย และสีขนจางลงเท่านั้น

น่าเป็นห่วงเด็กๆ ในขณะเดียวกันก็น่าวิตกแทนพ่อ แม่ ผู้ปกครอง เพราะนอกจากหมดหวังที่จะเห็นลูกเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีแล้ว ยังต้องมาตกเป็นเหยื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียอีก ฉะนั้นการเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อยาบำรุงมารับประทานเองคงเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันลูกรักได้ในยามนี้ ในขณะเดียวกันทางผู้ผลิตยาเองก็ต้องสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น อย่างเห็นแก่ยอดขายจนถึงขั้นทำลายอนาคตชาติ อย่าลืมว่าเจตจำนงของการผลิตยาคือ มุ่งบำบัดรักษา เพิ่มพูนสุขภาพ ไม่ใช่บ่อนทำลายอย่างกรณี “ยาเจริญอาหาร”


ข่าวสารจาก: http://www.thaihealth.or.th/node/1721

ปอดบวม ก่อกวน




โรคปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบในปอด อันเกิดจากการติดเชื้อในปอด โรคนี้มักเกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่โดยเฉพาะเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพราะมีภูมิต้านโรคยังไม่แข็งแรงพอ

ฤดูฝนย่างกรายเข้ามา เจ้าตัวเล็กมักจะเจ็บป่วยกันถี่ขึ้นใช่ไหมล่ะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีเชื้อโรคหลายๆ ตัวที่มากับฝน โดยเฉพาะเชื้อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ ไปจนถึงโรคปอดบวม

ปอดบวม กับ ปอดอักเสบ
คุณแม่คงเคยได้ยินคำว่า “ปอดบวม” กับ “ปอดอักเสบ” และสงสัยว่าเป็นคำเดียวกันหรือไม่ จริงๆ แล้วปอดบวมและปอดอักเสบนี่เป็นคำคล้ายๆ กัน แต่โรคปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบภายในปอด อันเกิดจากการติดเชื้อในปอด ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่คล้ายๆ เชื้อหวัดคือ เกิดจากเชื้อไวรัส บางครั้งบางคราวอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อที่อยู่ระหว่างไวรัสกับแบคทีเรียได้เหมือนกัน แต่ปอดอักเสบอาจจะมีสาเหตุอื่นที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อเท่านั้น


เสี่ยงเพราะภูมิคุ้มกันต่ำ
โรคปอดบวม เป็นโรคที่เกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพราะภูมิต้านโรคของลูกยังไม่แข็งแรงพอ ขณะเดียวกันเด็กวัยอนุบาลก็พบว่าเป็นโรคปอดบวมมาก เพราะปอดบวมเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ที่ติดต่อผ่านทางเดินหายใจเป็นหลัก คล้ายๆ กับหวัด พอมีใครในห้องเป็นหวัด และมีอาการไอ จาม หรือมีสารคัดหลั่งอย่างเช่นน้ำมูกหรือเสมหะ เมื่อเด็กๆ เล่นด้วยกันก็สัมผัสสารคัดหลั่งเหล่านั้น ทำให้ติดโรคกันได้

นอกจากนั้นยังมีเด็กที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดบวมได้อีก คือเด็กมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางเดินหายใจอย่างอื่น เด็กที่เป็นหวัดบ่อย หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดบวมได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่น

อาการแบบนี้ใช่เลย
อย่างที่บอกว่า ปอดบวมมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นปอดบวมจึงเป็นหนึ่งในผลแทรกซ้อนจากการที่ลูกเป็นหวัด คออักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ แล้วลามลงมาที่ปอดจนกลายเป็นปอดบวม อาการส่วนใหญ่ของเด็กที่เป็นปอดบวมจึงมักเป็นหวัดนำมาก่อน มีน้ำมูก ไอ และเป็นไข้อยู่นานพอสมควร รักษาอย่างไรก็ยังไม่หายสักที จนกระทั่งเชื้อลามจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนลงไปที่ปอด ลูกก็จะมีอาการหลักๆ คือมีไข้ ไอมากตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน หายใจแรง หอบ แม้จะไม่ได้เพิ่งร้องไห้เสร็จหรือเพิ่งวิ่งมา คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกยังหายใจเร็วกว่าปกติได้จากหน้าอกที่บุ๋มลง ใช้แรงหายใจมากกว่าปกติ ถ้ามีอาการหายใจแบบนี้ก็ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอด่วนแล้วล่ะ

สิ่งสำคัญคือรักษาตามอาการ
เมื่อไปถึงมือคุณหมอแล้ว คุณแม่เองต้องบอกเล่าอาการต่างๆ ของลูกน้อยให้คุณหมอฟังอย่างละเอียด แล้วคุณหมอจะตรวจร่างกายเจ้าตัวเล็ก ตั้งแต่โดยเริ่มตั้งแต่วัดไข้ เสียงหายใจ อัตราการหายใจ และถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่าลูกของคุณแม่เป็นปอดบวมก็ต้องรักษาตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ + รักษาตามอาการ
ถ้าลูกมีไข้คุณหมอก็จะให้ยาลดไข้ แล้วก็ให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อที่จะให้เสมหะไม่เหนียวข้น จะได้มีการไอและขับออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าอาการหนักก็ต้องนอนที่โรงพยาบาล และให้น้ำเกลือ หรือบางรายอาจต้องให้ออกซิเจนเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น + รักษาเฉพาะทาง คือการให้ยาแก้อักเสบ ในกรณีที่ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะยาปฏิชีวนะจะมีส่วนช่วยในการรักษา หรืออาจจะรักษาด้วยวิธีอื่นควบคู่ด้วย เช่น การพ่นยาขยายหลอดลม การให้ยาละลายเสมหะ เมื่อมีเสมหะเหนียวไปปิดกั้นทางเดินหายใจ เพราะถ้าไม่รักษาอาจจะทำให้ปอดส่วนไม่มีอากาศเข้าไปอาจจะทำให้ปอดแฟบจนต้องเคาะปอดหรือกายภาพปอด เพื่อให้ลูกสามารถหายใจได้สะดวก เพราะถ้าปอดเสียไปทั้ง 2 ข้าง อาจมีภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว จนต้องมีการใส่ท่อช่วยทางเดินหายใจ เป็นต้น

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเป็น ปอดบวม
- ถ้าคนใกล้ชิดไม่สบาย หรือมีการระบาดเกี่ยวกับเชื้อโรคบางอย่างที่สามารถทำให้เกิดปอดบวมได้ คุณต้องพยายามไม่ให้ลูกน้อยของคุณเข้าใกล้ หรือถ้าเป็นไปได้ควรให้ผู้ป่วยใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
- หลีกเลี่ยงที่จะไปในที่ที่มีความแออัด เพราะเป็นสิ่งแวดล้อมที่แพร่กระจายเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี
- วัคซีนทางเลือกบางตัว สามารถลดความเสี่ยงในการเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปอดบวมได้
- ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ต้องดูแลและรักษาสุขภาพของลูกให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่น



ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/37551

โรคนิ้วล็อก ของลูกรัก


โรคนิ้วล็อก ของลูกรัก

มีลักษณเป็นโรคข้อนิ้วที่เหยียดไม่ออกเฉพาะข้อต้นของนิ้วเท่านั้น ซึ่งสำหรับนิ้วอื่นที่ไม่ใช่นิ้วโป้งก็คือข้อแรกนับจากโคนนิ้วขึ้นมาห่างจาก เล็บสองข้อ แต่ถ้าเป็นนิ้วโป้งก็คือข้อตรงกลางระหว่างเล็บกับโคนนิ้ว ไม่ใช่ข้อตรงโคนนิ้ว


รู้จักนิ้วล็อก
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า เรากำลังคุยกันถึงโรคข้อนิ้วที่เหยียดไม่ออกเฉพาะข้อต้นของนิ้วเท่านั้น ซึ่งสำหรับนิ้วอื่นที่ไม่ใช่นิ้วโป้งก็คือข้อแรกนับจากโคนนิ้วขึ้นมาห่างจาก เล็บสองข้อ แต่ถ้าเป็นนิ้วโป้งก็คือข้อตรงกลางระหว่างเล็บกับโคนนิ้ว ไม่ใช่ข้อตรงโคนนิ้ว เพราะถ้าข้อที่โคนนิ้วโป้งพับเข้ามา โดยที่ตัวนิ้วโป้งเองไม่ได้งอ แต่จะมีลักษณะพับเข้าไปในมือ (thumb in palm) ก็จะเป็นโรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละลักษณะกับโรคนิ้วล็อกที่เรากำลังคุยกันอยู่ครับ



โรคนิ้วล็อกนี้ นิ้วที่พบงอบ่อยสุดนั่นคือนิ้วโป้ง ส่วนใหญ่มักเป็นในมือข้างเดียว แต่อาจพบที่มือทั้งสองข้างในเด็กคนเดียวกันได้ถึง 1 ใน 3 ของเด็กที่นิ้วล็อก


เด็กที่มีนิ้วงอเหยียดไม่ออกหรือเหยียดออกยาก เป็นได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งเป็นโรคที่เกี่ยวกับมือเพียงอย่างเดียว เช่น เอ็นมีการเจริญผิดปกติตั้งแต่เกิด โรคข้อยึด โรคเอ็นยึด หรือเอ็นบางเส้นขาดหายไป แต่หลายครั้งเป็นโรคที่ไม่เกี่ยวกับนิ้วมือเลย เช่น โรคทางสมองบางชนิด โรคที่มีการสะสมของสารบางชนิดในร่างกายมากจนทำให้เอ็นบวมติด

โรคนิ้วล็อกในเด็กที่จะคุยกันในครั้งนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นิ้วงอ ตำแหน่งของนิ้วที่มีอาการงอช่วยบอกได้ว่าสัมพันธ์กับโรคอะไรด้วย ถ้าเป็นที่นิ้วโป้งก็ค่อนข้างสบายใจได้ว่าเป็นแต่ตัวเอ็นที่นิ้วที่หนาตัว ขึ้น และมักจะรักษาไม่ยาก แต่ถ้าเป็นที่นิ้วอื่นการรักษามักยากกว่า เพราะมักมีโรคอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการบวมของเอ็นร่วมด้วย นอกจากจะผิดปกติแบบที่นิ้วงอค้างแล้ว มีเหมือนกันที่เด็กบางคนจะแสดงอาการในทางตรงกันข้าม คือเอ็นที่หนาตัวขึ้นไปขวางให้งอนิ้วเหยียดค้างงอไม่ลง แต่ลักษณะแบบหลังนี้พบได้น้อย

โดยทั่วไปในเด็กแรกเกิดนั้นจะกำมืออยู่เกือบตลอดเวลาอยู่หลายเดือน คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นได้ยากว่าลูกเหยียดนิ้วไม่ออก การจะพิสูจน์ว่าลูกเป็นโรคนี้ตั้งแต่กำเนิดหรือเปล่าจึงเป็นเรื่องยาก ยกเว้นว่าเมื่อผ่าตัดเข้าไปแล้วพบเอ็นเจริญผิดปกติอย่างชัดเจนจึงใช้เป็นข้อ อธิบายเรื่องนี้ได้

อย่างไรก็ตาม เด็กอายุน้อยสุดที่เคยมีการบันทึกไว้ว่านิ้วล็อก ได้รับการวินิจฉัย่ตั้งแต่อายุ 3 เดือน แต่โดยส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่จะเห็นความผิดปกติ เมื่อลูกอายุประมาณ 6 เดือนไปแล้ว เพราะลูกจะเริ่มกางนิ้วเพื่อหยิบจับของต่างๆ มากขึ้น แต่เด็กบางคนกว่าคุณพ่อคุณแม่จะรู้ว่านิ้วลูกผิดปกติก็อายุ 2-3 ปีแล้ว ยิ่งในคนที่นิ้วงอไม่มากยิ่งสังเกตเห็นได้ยาก หมอเคยตรวจพบว่าเด็กเป็นโรคนี้ ขณะที่มาหาหมอด้วยโรคอื่น โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกนิ้วมีปัญหาควรรีบรักษาก่อนนิ้วมีปัญหา อย่างกรณีของเด็กที่มีอาการ เอ็นที่นิ้วอาจบวมจึงคลำได้เป็นก้อนบริเวณโคนนิ้วด้านฝ่ามือ คุณพ่อคุณแม่อาจพยายามนวด กดคลึง หรือดัดนิ้วลูก อยู่ระยะหนึ่งก่อนพามาพบคุณหมอ ซึ่งในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี การนวดดัดอาจได้ผลและนิ้วเหยียดออกได้ชั่วคราว หรืออาจเหยียดออกได้ถาวร แต่การนวดนี้ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าทำให้หายได้จริง แต่คุณหมอบางท่านอาจลองให้ใส่เฝือกดามนิ้วไว้ แต่มือเด็กมีขนาดเล็กมาก เฝือกมักจะหลุดบ่อย ดูแลยาก นิ้วจึงไม่หายงอ เพราะว่าไม่มีการรักษาวิธีใดวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลดีอย่าง ชัดเจน สำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ส่วนใหญ่คุณหมอจะแนะนำให้รอดูอาการไปก่อน เพราะพบว่า 1 ใน 3 ของเด็กที่นิ้วล็อกอาจหายเองได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้รักษาอะไรเลย แต่หากลูกอายุมากกว่า 1 ปีแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพามาหาคุณหมอ เพราะหากทิ้งไว้ไม่รักษาจนกระทั่งลูกอายุมากกว่า 3-4 ปี เมื่อตัดสินใจที่จะรักษาภายหลัง ผลการรักษาก็จะไม่ดี เพราะนิ้วที่งออยู่นานๆ เอ็นจะหดสั้นไม่ได้เจริญตามปกติ เมื่อรักษาแล้วนิ้วที่งออาจจะไม่ สามารถเหยียดออกได้เต็มที่ และจะทำให้การหยิบจับสิ่งของชิ้นใหญ่ๆ ได้ยากเพราะมือใช้งานได้ไม่เต็มที่ครับ

โรคมะเร็งเต้านม


สัญญาณบ่งบอกว่าเราเป็นโรคมะเร็งเต้านม

1.พบก้อนเนื้อที่เต้านมและเกิดอาการเจ็บที่เต้านม
2.มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของเต้านม
3.มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น รอยบุ๋ม ย่นหดตัว หนา
4.หัวนมผิดปกติ เช่น หดตัว คัน แดงมีน้ำหรือเลือดออก ( 20% )
5.ก้อนต่อมน้ำเหลืองโต

ทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม

1.การผ่าตัด
2.เคมีบำบัด
3.รังสีรักษา
4.ยาฮอร์โมน

โอกาสเสียงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

ในกรณีที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม หรือเมื่อได้รับปริมาณ Estrogen สูง เช่น ประจำเดือนมาตั้งแต่อายุน้อยกว่า 12 ปี และหมดช้ากว่าปกติ (มากกว่าอายุ 55 ปี) หรือเป็นคนที่มีบุตรยากหรือไม่มีบุตรเลย รวมไปถึงการรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงพฤติกรรมการดำรงชีวิตประจำวันก็ยังส่งผลเสียงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมด้วยไม่ว่าจะเป็น การดื่มอัลกอฮอล์ หรือเป็นโรคอ้วน ทานอาหารไขมันสูง เส้นใยอาหารน้อย สูบบุหรี่บ่อย หรือแม้กระทั่งความเครียดก็เป็นผลเสียงด้วยเช่นกัน



วิธีการดูแลเต้านมด้วยตนเอง


1.อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือน
2.ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการ ตรวจคือ 3 ถึง 10 วัน นับจากประจำเดือนหมดส่วนสตรีวัยที่หมดประจำเดือนให้กำหนดวันที่จดจำง่ายและ ตรวจในวันเดียวกันของทุกเดือน
3.สำหรับผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
4.หากพบสิ่งผิดปกติบริเวณเต้านม หรือรักแร้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที


ที่มา : โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

ข่าวสารจาก: http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-12-46/3139-2009-09-24-06-35-19

ภัยร้ายผู้หญิง...มะเร็งปากมดลูก


ในปัจจุบัน มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในผู้หญิงไทย และ มีปัญหาในด้านการรักษามากทั้งๆ ที่มะเร็งชนิดนี้ สามารถตรวจพบในระยะแรกเริ่มด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก และสามารถรักษาให้หายขาด….โรคนี้เป็นอย่างไร ขอเชิญอ่านรายละเอียดได้จากบทสนทนากับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ คือ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงวิไล เบญจกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาสูตินรีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมเกียรติ ศรีสุพรรณดิฐ แห่งภาควิชาสูตินรีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี







กลุ่มเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก

แปลก มากที่โรคนี้มันเกี่ยวข้องกับเศรษฐฐานะ คนยิ่งจนยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือเป็นมะเร็งของคนจน เพราะคนจนส่วนมากจะมีลูกมากแต่งงานเมื่ออายุยังน้อย หรืออาจมีสามีหลายคน
โรคนี้เกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศมากที่สุด หญิงที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยหรือเปลี่ยนคู่บ่อย จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มาก บางคนจึงว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นกามโรคชนิดหนึ่งด้วยคือ ถ้าไม่มีการร่วมเพศ ก็ไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก

- ผู้หญิงโสเภณีหรือหญิงบริการก็มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้หญิงทั่วไป

- ผู้หญิงที่มีลูกมาก ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าหญิงที่มีลูกน้อย

- หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจะ เป็นได้ แต่เป็นอีกชนิดหนึ่งซึ่งพบน้อยและไม่เกี่ยวข้องกับการร่วมเพศปกติ มะเร็งปากมดลูกมี 2 ชนิด ชนิดที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปและพบบ่อยที่สุดนั้นเกี่ยวกันกับความสำส่อนทาง เพศมากเป็นชนิดที่เรากำลังพูดคุยกันนี่แหละครับ

- ช่วงอายุที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ได้มากที่สุด พบบ่อยที่สุดก็ในช่วงอายุ 40-60 ปี คือในระยะใกล้วัยหมดประจำเดือนและระยะหลังวัยหมดประจำเดือนใหม่ๆ อายุ ที่น้อยที่สุดที่พบ ถ้าเป็นชนิดที่ลุกลามมีอาการแล้วคืออายุ 20 ปี ถ้าชนิดระยะแรกเริ่มที่ยังไม่มีอาการก็อายุ 18-19 ปี แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก




สาเหตุเกิดจากอะไร

ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากเรื่องเพศสัมพันธ์ คือมีความสัมพันธ์ทางเพศจักเกินไป หรือมีลูกมาก

- เป็นกรรมพันธุ์หรือเป็นโรคติดต่อ โรคนี้ยังไม่ยืืนยันว่าเป็นกรรมพันธุ์ และไม่มีการติดต่อไปยังคนอื่น เหมือนโรคติดต่ออื่นๆ



วิธีสังเกตุอาการโรคมะเร็งปากมดลูก


ถ้าเป็นระยะแรกเริ่มที่ยังไม่ลุกลามออกไป ที่หมอเรียกว่ามะเร็งระยะแรกเริ่ม (Carcinoma in situ)นั้น คนไข้จะไม่มีอาการอะไรเลยทั้งสิ้น ตรวจพบโดยวิธีตรวจช่องคลอดหามะเร็งระยะแรกเริ่มที่เรียกกันว่า การตรวจแป๊ปสเมียร์ (Pap smear)
ส่วนอาการแรกๆ ที่ชาวบ้านสังเกตได้เองซึ่งเป็นอาการของระยะลุกลามก็คือ อาการตกขาวหรือการมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังร่วมเพศใหม่ๆ หรืมีเลือดออกกกะปริดกะปรอย




ตกขาวปกตินั้น ไม่มีอาการออกเล็กน้อย ไม่ถึงกับต้องใช้ผ้าอนามัยและถึงกับเปรอะเปื้อนมักไม่คัน ไม่มีกลิ่นและมีสีขาวใสๆ แต่ ถ้าตกขาวเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนอง มีกลิ่นเหม็นหรือมีอาการแสบขัดปวดก็ถือว่าเป็นตกขาวผิดปกติ อาจเป็นมะเร็งหรือเป็นจากสาเหตุอื่นก็ได้ ควรไปหาหมอ

มะเร็งปากมดลูกเริ่มแรกมีเลือดออกหลังร่วมเพศ หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอย ต่อไปเมื่อเป็นมากขึ้นก็มีอาการอักเสบแทรกซ้อน ทำให้มีตกขาวออกมาเรื่อยๆ ตกขาวเหมือนเป็นหนองสีเหลืองและมีเลือดปน กินยาใช้ยาอะไรก็ไม่ดีขึ้น มีกลิ่นเหม็นจัด จนคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นด้วย




- อาการอื่นๆ ของโรคนี้

ได้แก่ ตกเลือด บางคนไปหาหมอเมื่อมีอาการตกเลือดมากจนเป็นลมช็อคหรือถ้าเป็นในระยะท้ายๆก็ อาจมีอาการปวดที่ท้องน้ำหนักลด ไม่มีแรง บวม หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ซึ่งเกือบเป็นระยะสุดท้ายแล้ว จึงอยากย้ำว่า สิ่งใดที่ผิดไปจากที่เราเคยมีอยู่เป็นประจำแล้วละก้อ อย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะโรคนี้เป็นระยะแรกๆ ก่อนมีอาการและรีบรักษาก็มีโอกาสหายได้

- ควรตรวจหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกทุกคนไหม

อัน ที่จริงผู้หญิงทุกคนควรจะได้รับการตรวจเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศแล้ว แต่เราจะรณรงค์ให้ผู้หญิงกว่า 10 ล้านคนขึ้น ไปมาตรวจนั้น รัฐคงไม่มีทางที่จะบริการได้ ดังนั้นจึงขอพูดว่า บุคคลที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจดี กว่าคือ พวกที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูง เช่นพวกที่มีความสัมพันธ์ทางเพศตั้งแต่อายุยังน้อย พวกที่มีลูก 2-3 คนขึ้นไป พวกที่มีความสำส่อนทางเพศ พวกที่มีอาชีพเป็นหญิงบริการ พวกที่มีการอักเสบของปากมดลูกตกขาว เป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

- ควรตรวจทุกปีไหม

สมัยก่อนแนะนำให้ตรวจทุกปี แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่ในต่างประเทศก็เห็นแล้วว่าอาจไม่ตรวจทุกปี นอกจากพวกที่มีอัตราเสี่ยงสูง พวกที่ไม่เสี่ยงมากหรือพวกที่เสี่ยงมากที่คิดว่าดีพอแล้วคือ ตรวจ 2 ปีติดกัน (ปีละครั้ง) แล้วเป็นปกติดีก็เว้นไปเป็น 3-4 ปีตรวจครั้งก็ได้



การรักษา มี 2 วิธีคือ การผ่าตัด กับ การใช้รังสีรักษา (ฝังแร่กับฉายแสง)
1. การฝังแร่ นอนในห้องฝังแร่นานแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น
2. การฉายแสง อาจทำให้ถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องเสีย อาจเป็นหลังฉายแสง 2 ปีไปแล้วก็ได้ ถือว่าเป็นโรคแทรกของการฉายแสง แต่ก็คุ้มกับการยืดชีวิตให้ยืนยาวออกไป
คนไข้บางคนเลยไปบอกเล่าให้คนอื่นๆ ว่าแพ้แสง ทำให้เกิดการเข้าใจผิดนึกว่า การฉายแสงทำให้ผิวดำเกรียมยังกับเอาไฟมาไหม้จะเจ็บปวด ทำให้คนไข้ที่เป็นโรคนี้ส่วนมากกลัวการฉายแสง จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น การ ฉายแสงมีความสะดวกสบาย ปกติฉายเพียงวันละ 5-15 นาที นอนเฉยๆ ไม่เจ็บปวดแต่อย่างไร ฉายเสร็จก็กลับบ้านได้ ไม่ต้องพักอยู่ในโรงพยาบาลแต่ต้องเสียเวลาเทียวไปเทียวมาทุกวัน


จะมีวิธีไหน ขึ้นกับระยะของโรค

ถ้าเป็น ระยะ 0 คือระยะแรกเริ่มก่อนมีอาการใช้วิธีผ่าตัดเพียงอย่างเดียว สามารถหายขาดได้เกือบร้อยละ 100
ถ้าเป็น ระยะที่ 1 ใช้การผ่าตัดหรือฝังแร่และฉายแสง
ถ้าเป็น ระยะที่ 2, 3 และ 4 ใช้วิธีฉายแสง แล้วตามด้วยการฝังแร่


-โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ ชาวบ้านหรือแม้แต่หมอเราส่วนใหญ่ คิดว่าการเป็นมะเร็งก็คือความตาย แต่ความจริงทุกระยะมีโอกาสหายขาดได้ และถึงแม้ไม่หายขาดการรักษาก็ช่วยลดความทุกข์ทรมาน ย่อมมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแน่นอน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ียวกับการรักษามะเร็งปากมดลูก

- ปัญหาที่แพทย์ปวดขมอง

เนื่อง จากคนไข้ส่วนมากตรวจพบเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะที่ 2 ขึ้นไปต้องรักษาด้วยการฝังแร่และตามด้วยการฉายแสง การฉายแสงทำได้เพียงไม่กี่แห่ง (ในต่างจังหวัดมีที่เชียงใหม่เพียงแห่งเดียว)

คนไข้ที่เป็นกันส่วนใหญ่เป็นคนจนๆ และอยู่นอกกรุงเทพฯ จึงมีความยากลำบากในการเดินทางมารักษาที่กรุงเทพฯ พบว่าคนไข้ที่มารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี 100 คนมีถึง 30 คนที่มีปัญหาในการรักษา
ใน 30 คนนี้ 20 คนปฏิเสธการรักษาเพราะความยากจน ไม่มีที่พักและเพราะว่ามีความเชื่อผิดๆ หันไปหาเกจิอาจารย์ต่างๆ กินยาหม้อ ยาโบราณรดน้ำมนต์

อีก 10 คน ฉายแสงได้ 1-2 อาทิตย์ (ปกติต้องฉายนาน 4-5 อาทิตย์) เลือดหยุดก็นึกว่าหายแล้ว บางคนที่กลัวมากกินยาหม้อร่วมด้วยก็เลยนึกว่าหายจากยาหม้อเสียฉิบ ก็เลยไม่ได้รับการฉายแสงให้ได้ครบถ้วนตามกระบวนการ ซึ่งทำให้โอกาสที่จะหายขาดนั้นลดน้อยลงไป เมื่อเริ่มการรักษาใหม่

- กินยาหม้อได้ผลจริงไหม

เห็น จะพูดยาก เพราะตัวมะเร็งนั้นมีการเจริญช้าเร็วไม่เหมือนกันในแต่ละคน ถ้าเป็นชนิดลุกลามช้าๆ แล้วไปกินยาหม้อเข้าโรคไม่ทรุดหนัก ก็ดูเหมือนว่าพวกนี้มีชีวิตอยู่ได้นาน นึกว่ายาหม้อได้ผล ความจริงโรคยังเป็นอยู่และจะค่อยๆ ลุกลามจนเป็นอันตรายได้ ถ้าจะพิสูจน์กันจริงๆ ก็ควรมีการวิจัยโดยแพทย์แล้วรวบรวมสถิติกันดูว่าหายจริงหรือไม่

- ค่ารักษาแพงไหม

ถ้า รักษาโรงพยาบาลของรัฐ คนที่ไม่มีสตางค์ ทางโรงพยาบาลมีแผนกประชาสงเคราะห์ก็รักษาให้ฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือฉายแสงก็ได้ทั้งนั้น

- อาหารที่ควรรับประทาน

อาหารที่กินแล้วทำให้มะเร็งงอกขึ้นนั้นไม่มีแน่ แต่ระหว่างรักษา ควรกินอาหารพวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่) และพวกวิตามิน ให้มากๆ เพื่อบำรุงให้ร่างกายทนต่อการรักษา ใน 1-2 อาทิตย์แรกที่ฉายแสงไม่ควรกินอาหารที่ย่อยยากหรือรสจัด อาจทำให้มวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เลยพาลนึกว่าแพ้แสง แล้วเลิกรากันไปกลางคัน ควรกินอาหารที่มีรสอ่อนไม่ให้มวนท้อง

* โรงพยาบาลที่มีเครื่องฉายแสงรักษามะเร็ง

1. โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล
2. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
3. โรงพยาบาลรามาธิบดี
4. โรงพยาบาลราชวิถี
5. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
6. โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
7. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
8. โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
9. โรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/39191

สังเกตอาการ...ไส้ติ่งอักเสบ


อาการปวดของไส้ติ่งแบบมาตรฐาน จะเริ่มปวดทั่วๆ บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ มักเป็นรอบๆ สะดือ อาจเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักเป็นแบบตลอดเวลา หลังจากนั้นประมาณ 6-10 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ต่ำกว่าสะดือ ปวดตลอดเวลา อาจมีไข้ขึ้น มีเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย อาการปวดแบบมาตรฐาน จะพบประมาณ 25% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจไม่เป็นแบบนี้ เช่น อาจไม่มีย้ายจุดปวด อาจปวดเป็นพักๆ ได้ (กรณีระยะแรก หรือเป็นชนิดที่อยู่หน้าหรือหลังลำไส้เล็ก) แต่ประเด็นสำคัญคือปวดด้านขวาล่างๆ กดเจ็บ เดินตัวงอ มีเบื่ออาหาร มักปวดตลอดเวลา

อาการเบื่ออาหารเป็นอาการที่สำคัญมาก พบเกือบ 100% ฉะนั้น ถ้าปวดท้องแต่ไม่เบื่ออาหาร กินข้าวได้ดี โอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบแทบจะไม่มี ถ้าไส้ติ่งแตก ไข้จะสูงลอย 40 องศา ปวดทั่วท้องทั้งซ้ายและขวา ท้องจะแข็งเกร็งไปหมด เดินไม่ไหว ต้องนอนนิ่งๆ

การรักษา ไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ ต้องทำการผ่าตัดสถานเดียว ปวดท้องทั่วไปจากโรคอื่นๆ โดยทั่วไป มักปวดเป็นพักๆ ถ้าเป็นจากโรคแผลในกระเพาะ มักปวดใต้ลิ้นปี่ สัมพันธ์กับอาหาร โดยจะท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย หรือปวดจุกเสียดก็ได้ มักเป็นหลังอาหาร( คือทานอาหารแล้วแย่ลง) แต่ถ้าเป็นแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น อาจเป็นที่ใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา มักปวดจุกเสียดก่อนอาหาร พอทานอาหารแล้วจะดีขึ้น

อาการปวดจากถุงน้ำดี มักเป็นที่ชายโครงขวาอาจมีร้าวไป บริเวณมุมล่างของสะบักขวาหรือบริเวณระหว่างสะบัก จะมีลักษณะที่สำคัญ คือ จะมีอาการแน่นหรืออืด หลังทานอาหารมันๆ หรือมีปวดท้องหลังอาหารเย็นเป็นพักๆ ที่ชายโครงขวา ปวดจากนิ่วในท่อไต อาการปวดจะเป็นพักๆ มากบริเวณเอวด้านหลังอาจร้าวมาขาหนีบ หรือบริเวณอัณฑะ ร่วมกับมีปัสสาวะเป็นเลือด หรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ

ปวดจากปีกมดลูก หรือรังไข่ จะปวดบริเวณท้องน้อยไม่สัมพันธ์กับอาหาร มักมีเลือดหรือตกขาวผิดปกติ ทางช่องคลอดร่วมด้วย

จะสังเกตว่าอาการปวดท้อง ในระยะแรกไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่ง หรือโรคอื่นๆ ก็ตามจะแยกกันยาก ต้องใช้การสังเกตอาการดังนั้น ในกรณีที่เริ่มปวดท้องที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร อย่าเพิ่งกินยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยก่อน เพราะการกินยาแก้ปวดจะทำให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคลำบาก เนื่องจากยาจะบดบังอาการปวด

ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/39106

กินเพื่อให้หุ่นดี


ในคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือที่เรียกว่าอ้วนนั้น มักมีความต้องการที่จะลดน้ำหนักให้น้อยลง วิธีการที่ใช้กันมากที่สุดก็คือการลดหรือจำกัดอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย

สำหรับผู้ใหญ่ที่อ้วน ก็คงสามารถจะจำกัดอาหารได้ตามถนัด แต่ ในเด็กที่อ้วนการจำกัดอาหารเป็นวิธีที่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากร่างกายและสมองของเด็กนั้นกำลังเจริญเติบโต การจำกัดอาหาร อย่างไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาระบบต่างๆ ของเด็กได้




สารอาหารสำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตของเด็ก
สำหรับเด็กทั่วไปสิ่งที่สำคัญที่สุดในการกินอาหารที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำคือการกินอาหารให้ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ได้แก่

- หมู่ที่ 1 โปรตีน ได้จากอาหารประเภท เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม และถั่ว อาหารประเภทนี้ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
- หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต ได้จากอาหารประเภท ข้าว แป้ง เผือก มัน และน้ำตาล อาหารประเภทนี้ให้พลังงานแก่ร่างกาย
- หมู่ที่ 3 พืชผักต่างๆ ให้สารอาหารประเภทวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ช่วยเสริมสร้างการทำงาน ของร่างกาย และช่วยในการขับถ่าย
- หมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ ให้สารอาหารประเภทวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร รวมทั้งให้พลังงานเพราะในผลไม้มีน้ำตาล
- หมู่ที่ 5 ไขมัน ทั้งจากสัตว์และพืช ให้พลังงานและกรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกาย

สารอาหารเหล่านี้ช่วยให้เด็กเจริญเติบโตได้สมวัย ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งสิ่งที่จะตามมาคือความบกพร่อง ของร่างกายและสติปัญญา เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดังนั้นในทุกมื้ออาหารผู้ปกครองควรจะดูแลให้เด็กๆ กินอาหารครบถ้วน พอเพียง และหลากหลาย

การจำกัดอาหารในเด็กเล็ก
หากว่าเป็น เด็กเล็กที่มีความอ้วนมากเกินไป จนเกิด โรคแทรกซ้อน เช่น หายใจลำบาก กระดูกพิการ เป็นต้น มีความจำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนัก การจะลดอาหารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากเด็กในช่วงอายุ 2 ขวบ เป็นช่วงสำคัญที่สมองกำลังเจริญเติบโต

รศ.พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำว่า
" ในกรณีที่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ และเพิ่งเริ่มอ้วนหรืออ้วนเพียงเล็กน้อย เราแนะนำว่าให้กินอาหารเท่าเด็กปกติ คือเด็กที่อ้วนมักกินอาหารมากกว่าธรรมดา เมื่อเราให้เขากลับมากินอาหารเท่าเด็กปกติ แล้วเขาสูงขึ้น ซึ่งเด็กช่วง ๒ ขวบปีแรกจะสูงได้ค่อนข้างเร็ว จะทำให้ความอ้วนของเขาลดลง ยกเว้นในกรณี ที่อ้วนมากจนเกิดผลแทรกซ้อน เช่น หายใจลำบาก ขาดออกซิเจน อย่างนี้เราจะต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลและดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องจำกัดอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แป้ง น้ำตาล น้ำมัน กะทิ เนย เพื่อให้เด็กที่อ้วนมากจนมีโรคแทรกได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าเด็กปกติ ที่สูงเท่ากัน แต่ไม่น้อยเกินไปจนเกิดอันตราย"

" ในกรณีเด็กเล็ก การจำกัดอาหารเองอาจจะไม่ปลอดภัย ที่ว่าไม่ปลอดภัยก็คือมีผลเสียต่อการเติบโตและสมอง ในช่วงอายุ 2-4 ขวบเซลล์สมองของเด็กมีโอกาสเติบโตได้อีก ดังนั้นจึงควรระวังไม่ให้เด็กที่มีปัญหาเรื่องอ้วนเกิดการขาดสารอาหารจากการ รักษา แต่ถ้าเผื่อว่าเขาต้องจำกัดอาหาร ก็จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กไม่ขาดโปรตีน ไม่ขาด วิตามิน ไม่ขาดแร่ธาตุ เช่น เหล็ก สังกะสี แคลเซียมหรือสารอาหารอื่นๆ ที่จะมีผลต่อสมองและการเจริญเติบโตของเด็ก ควรมีการดูแลที่มั่นใจว่าเด็กถูกจำกัดอาหารเฉพาะพลังงานแต่อย่างอื่นครบ อาจจะต้องมีการเสริมวิตามินรวมถ้าจำกัดอาหารมาก"

ถ้าเป็นเด็กอายุมากขึ้น คือเด็กวัยรุ่นหรือเด็กโตแล้ว ถ้าเผื่ออ้วนเล็กน้อย ควรแนะนำให้เขากลับมากินอาหารเท่าเด็กปกติ เพื่อให้น้ำหนักไม่เพิ่มหรือเพิ่มช้าแต่สูงขึ้นตามวัย ทำให้รูปร่างได้สัดส่วน แต่ถ้าเป็นเด็กที่อ้วนปาน-กลางหรืออ้วนมาก ก็จะต้องให้อาหารที่มีพลังงานน้อยกว่าเด็กปกติ คุณหมอแนะนำต่อว่า

" ในกรณีที่เด็กอ้วนมีอายุมากกว่า 2 ขวบ ควรจะให้ดื่มนมที่มีไขมันต่ำ หรือนมพร่องมันเนย เพราะนมพร่องมันเนยให้สารอาหารที่มีประโยชน์ไม่ต่างจากนมธรรมดา ยกเว้นไขมันต่ำ เหมาะสำหรับเด็กอ้วนที่เราต้องการจะจำกัดไขมันในอาหารอยู่แล้ว แต่ควรเป็นนมพร่องมันเนยที่มีรสจืดด้วย เพราะถ้าเป็นนมพร่องมันเนยที่มีรสหวานก็ให้พลังงานไม่น้อย"


เพิ่มผัก...เพิ่มพลังลดความอ้วน
รายการอาหารที่จะเป็นพระเอกในการช่วยเหลือคนที่จะลดความอ้วนหนีไม่พ้นอาหาร ประเภท ผัก แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว ผักเป็นเหมือนยาขมที่เขาไม่ชอบกิน คุณหมออุมาพรกล่าวว่า

" เด็กอ้วนส่วนหนึ่งจะไม่กินผัก เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้เพิ่มผัก และควรแนะนำให้เอาผักมาทำอาหารที่ไขมันไม่มาก เช่น แกงจืด สลัดน้ำใส หรือผัดกับน้ำหรือน้ำมันเพียงเล็กน้อย เป็นต้น ไม่ใช่บอกให้กินผัก ก็ไปกินผัดผักเอาน้ำมันมาราดข้าว" ต่อไปนี้คือวิธีการประกอบอาหารแบบที่ง่ายและเหมาะสมสำหรับที่จะลดความอ้วน

ผัดผัก (ด้วยน้ำ)
เอาน้ำพอสมควรตั้งไฟให้เดือด แล้วใส่เนื้อไม่ติดมัน ลงไป เนื้อที่ไม่ติดมันนี้ก็ยังมีน้ำมัน เพราะฉะนั้นพอเราเอาเนื้อที่ไม่ติดมันใส่ลงไปในน้ำที่ร้อนจัด ใส่ผักสดลงไป ผัดจนสุก ปรุงรสพอสมควร อย่าให้หวาน ก็จะได้อาหารอร่อยแต่มีพลังงานต่ำ นอกจากรายการนี้แล้วยังมีอาหารจานอื่นๆ ที่หลีกเลี่ยงไขมันได้ เช่น แกงจืด เกาเหลา ต้มจับฉ่าย สุกียากี้ สลัดน้ำใส ยำ รายการเหล่านี้ทุกจานเน้นผักคุณหมอกล่าวว่า ในอาหารทุกมื้อควรจะมีผักสักหนึ่งทัพพี จึงจะเหมาะสม นอกจากนั้นจะต้องปฏิบัติดังนี้คือ

" อาหารอย่างอื่นคือพวกข้าวและแป้ง ควรลดลง ปกติเด็กโตและผู้ใหญ่จะกินข้าวมื้อละประมาณ 2-3 ทัพพี เด็กอ้วนอาจจะกินมื้อละ 1-2 ทัพพี แล้วแต่ความสูง ต้องลดอาหารที่มีการทอด ผัด หลีกเลี่ยงอาหารที่ ใช้กระทะ อาหารที่ทำจะต้องไม่หวาน ใช้รสธรรมชาติ พยายามที่จะไม่ให้มีรสจัด ไม่ว่าจะหวานจัด เค็มจัด สำหรับเนื้อสัตว์ต้องย้ำว่าให้กินเป็นประจำ แต่ละมื้อ ให้มากพอเพียงกับความต้องการ เช่น มื้อละประมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะ และดื่มนมวันละประมาณ 2 แก้วทุกวัน ขอย้ำว่า เด็กที่ลดความอ้วนโดยผิดวิธีจะไม่ได้ผล เช่น กินแต่ผลไม้ทั้งวัน ซึ่งจริงๆ แล้วผลไม้มีน้ำตาล ยิ่งกินมากก็ยิ่งอ้วน จึงควรกินอาหารครบทุกหมู่ ผลไม้ไม่ควรกินมาก อาจจะวันละสัก 2 ครั้งหรือ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 ทัพพีเท่านั้นก็พอ นอกจากนี้ไม่ควรอดอาหารเป็นมื้อๆ เพราะจะขาดอาหารหรือหิวมากในมื้อถัดไปหรือปวดท้อง" นี่คือวิธีปฏิบัติที่ไม่ยากสำหรับการลดความอ้วนในเด็ก เพียงแต่ผู้ปกครองจะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องอาหารการกิน ตั้งแต่สิ่งที่เด็กกินไปจนกระทั่งถึงกรรมวิธีที่ใช้ในการปรุงอาหาร และถ้าจะให้ดีที่สุด ควรที่จะปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการจำกัดอาหาร ของบุตรหลานที่เป็นโรคอ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงอันเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของสมอง และร่างกายของเด็ก

ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/40260

เครื่องดื่มเกลือตัวทำลายสารเคลือบฟัน...สาเหตฟันผุ


ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยสหรัฐพบว่า เครื่องดื่มเกลือแร่บำรุงกำลังที่นิยมดื่มหลังการออกกำลังกาย เป็นตัวการทำให้ฟันผุและมีผลเสียต่อคุณภาพของรอยยิ้มที่สดใสยิ่งกว่าน้ำอัดลม น้ำหวานหรือน้ำผลไม้

ศาสตราจารย์ มาร์ก วูล์ฟ แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ผู้นำการศึกษาในครั้งนี้กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่สามารถเชื่อมโยงความเกี่ยวพันกันระหว่างกรดซิตริกในเครื่อง ดื่มบำรุงกำลังกับการสึกกร่อนของตัวฟัน จากการทดสอบเครื่องดื่มบำรุงกำลังกับวัว ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างของฟันคล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุด พบว่าน้ำผลไม้และน้ำหวานที่ใช้เป็นส่วนผสมมีอัตราส่วนของกรดซิตริกในปริมาณ ที่สูงมาก ซึ่งสามารถทำลายเคลือบฟันได้ทันทีหลังการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้เพียงไม่ กี่ครั้ง

ที่สำคัญผลร้ายต่อฟันยังอาจอันตรายมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม หากผู้ดื่มใช้แปรงสีฟันปัดไปที่ฟันโดยตรงหวังขจัดคราบน้ำตาล ก็จะทำให้สารเคลือบฟันถูกทำลายมากยิ่งขึ้น อันเป็นผลมาจากการสีกันระหว่างกรดกับความแข็งของขนแปรง

การที่เครื่องดื่มบำรุงกำลังมีน้ำตาลและกรดนั้นเนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่ได้ รับการออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มเติมเกลือแร่และของเหลวแก่ร่างกาย ที่สูญเสียไปผ่านเหงื่อระหว่างการออกกำลัง เพื่อให้ร่างกายฟื้นคืนสภาพกลับมามีพลังงานดังเดิมอีกครั้งหนึ่ง นอกจากกรดซิตริกแล้วจากการศึกษายังพบด้วยว่าเครื่องดื่มบำรุงกำลังบางยี่ห้อ มีกรดแอสคอร์บิก เพื่อเพิ่มเติมกลิ่นและรสชาติเป็นส่วนผสมที่สำคัญอีกด้วย

ทั้งนี้กรดที่อยู่ในเครื่องดื่มบำรุงกำลังจะเข้าไปกัดกร่อนสารเคลือบฟันที่เรียกว่า อีนาเมล หากไม่มีการรักษาอย่างทันท่วงที กรดจะทะลุส่วนของสารเคลือบเข้าไปทำลายฟันหรือเกิดอาการที่เรียกกว่าฟันผุนั่นเอง

ข่าวสารจาก: http://www.thaihealth.or.th/node/8707

ตะคริว...เกิดขึ้นเพราะอะไร


หากคุณกำลังรู้สึกหวาดกลัวกับ อาการตะคริวของกล้ามเนื้อบริเวณทรวงอกที่อยู่ด้านหน้าของหัวใจ ยิ่งมีอาการบีบรัดมากขึ้นในบริเวณใกล้ ๆ หัวใจก็ทำให้รู้สึกวิตกกังวล เพราะเข้าใจว่าเป็นโรคหัวใจ บางรายมีอาการตะคริวของกล้ามเนื้อกระบังลม ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ควบคุมการหายใจ จนทำให้รู้สึกว่าหากใจลำบาก ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคของทางเดินหายใจอุดตัน เพราะนั้นเป็นอาการที่เราเรียกว่า "ตะคริว" ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เกิดขึ้นเพราะอะไร และมีสาเหตุจากอะไร ลองอ่านบทความข้างนี้ดูนะค่ะ

ตะคริว... คือ ภาวะกล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง และปวด มักเกิดขึ้นโดยที่คุณไม่รู้สึกตัว อาการปวดเกร็งจะเกิดอยู่เพียงไม่นาน โดยพบว่ากล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวได้บ่อย คือ กล้ามเนื้อน่องและต้นขา ในทางการแพทย์ระบุไว้ว่า "ตะคริว เกิดขึ้นจากการปล่อยประจุไฟฟ้าของปลายประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง"



ลักษณะของผู้ที่เป็นตะคริว

- กล้ามเนื้อจะหดแข็งเป็นก้อนสามารถคลำได้ ทั้งนี้หากสังเกตแล้ว การเกิดตะคริวจะเกิด ขึ้นในเวลากลางคืน หรือภายหลังจากการออกกำลังอย่างหนัก

- บางคนอาจมีอาการปวดในช่วงแรก ๆ และค่อย ๆ ทุเลาลงไปเอง

- บางคนอาจปวดอย่างต่อเนื่องเป็นวัน ๆ ได้ เนื่องจากเกิดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อในช่วงนั้น ๆ



ปัจจัยที่ทำให้เป็นตะคริว

- สำหรับนักกีฬา การขาดเกลือแร่และอิเลคโตรไลด์ (Electrolyte) ซึ่งเกิดจากการขับของเหงื่อเป็นจำนวนมากในระหว่างเล่นกีฬา

- สำหรับในคนปกติพบว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายแบบรวดเร็วก็มีผลเช่นเดียวกัน

- ภาวะที่กล้ามเนื้อขาดเลือดหล่อเลี้ยง ซึ่งเกิดได้บ่อยในระหว่างวัน โดยเฉพาะผู้ที่นั่งนอนหรือยืนในท่าที่ไม่สะดวกนาน ๆ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก

- สำหรับผู้ที่ชอบสวมใส่เสื้อผ้ากางเกงที่รัดแน่นมากเกินไป อาจทำให้เลือดที่จะไปเลี้ยงลดลง กล้ามเนื้อขาดออกซิเจน จนเกิดเป็นตะคริวได้

- ผู้ป่วยที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำในร่างกาย หรือการที่ร่างกายเสียเกลือโซเดียม เนื่องจากท้องเสีย อาเจียน การสูบบุหรี่ การใช้ยาบางชนิด หรือสูญเสียเหงื่อมากเนื่องจากความร้อน อากาศร้อน หรือทำงานในที่ที่ร้อนจัด ก็ส่งผลให้เกิดเป็นตะคริวรุนแรงขึ้นในทันทีได้



วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สำหรับผู้ที่เป็นตะคริว เพื่อลดอาการเจ็บปวด คือ

- เมื่อเกิดตะคริวขึ้นที่ตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดให้คุณใช้ของเย็นหรือผ้าเย็น ประคบ อย่าใช้ของอุ่นหรือร้อนเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบีบเกร็งมากขึ้น

- หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยพยายามยืดกล้ามเนื้อจุดนั้นออกอย่างช้า ๆ เช่น หากคุณเป็นตะคริวที่น่อง ก็ให้เหยียดขาให้ตึงแล้วกระดกปลายเท้าขึ้นจะช่วยให้ตะคริวคลายออกได้เร็วขึ้น



สำหรับ ผู้ที่เป็นตะคริวที่น่องและเป็น ๆ หาย ๆ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเดินนาน ๆ ให้คุณลองบริหารกล้ามเนื้อด้วย วิธีปฏิบัติง่าย ๆ คือ เริ่มจากยืนหันหน้าเข้ากำแพงห่างประมาณ 3-4 ฟุต จากนั้นให้ก้มตัวไปด้านหน้าโดยเอามือยันกำแพง ให้ส้นเท้าสัมผัสที่เข่า และหลังเหยียดตรง ทำต่อเนื่อง 3 นาที และพัก 1 นาที ให้ครบ 15 นาที นอกจากนี้การฝึกการหายใจอย่างถูกวิธี ด้วยสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนได้เต็มที ก็เป็นการลดความเสี่ยงการเกิดตะคริวได้



ข่าวสารจาก: http://www.thaihealth.or.th/node/14015

รูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบ


รูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบ




รูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่คาดว่าเกิดจากการติดเชื้อและพันธุกรรม พบมากในเพศหญิงวัยกลางคน อาการของโรคคือ อ่อนเพลีย ปวดตามข้อ ฝืดขัดข้อเป็นเวลานานในตอนเช้า เมื่อเป็นมากอาจลุกลามไปถึงนัยน์ตา ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้ วิธีรักษาแพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบที่ปลอดสารสเตียรอยด์ ในบางกรณีอาจต้องผ่าตัด ฉีดยา และทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย

9 สารอาหารบรรเทาอาการอักเสบของโรครูมาตอยด์ได้หากกินเป็นประจำ

1. กรดโอเมกา-3 มีผลต้านการอักเสบในร่างกาย โอเมกา-3 ที่ได้จากอาหารทะเลมีกรดอีพีเอ (eicsapentaanoic) และดีเอชเอ ซึ่งลดการอักเสบของไขข้อ ผลวิจัยพบว่าการเพิ่มกรดโอเมกา-3 ในอาหาร มีผลโดยตรงในการลดซี–รีแอคทีฟโปรตีนซึ่งกระตุ้นการอักเสบ อาหารที่มีกรดโอเมกา-3 สูง คือ วอลนัท เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง แฟลกซ์สีด น้ำมันจากเมล็ดแฟลกซ์สีด และน้ำมันคาโนลา ปลาทะเล ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาเทร้าส์ ปลาแมคเคอเรล น้ำมันปลา การศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่า น้ำมันปลาช่วยลดอาการปวดไขข้อและลดปริมาณการใช้ยาต้านการอักเสบได้ แต่อาจจะต้องกินติดติอกันประมาณ 3-4 สัปดาห์จึงจะเห็นผล มีคำเตือนว่าน้ำมันปลาอาจมีระดับวิตามินเอหรือสารปรอทสูงจึงควรปรึกษาแพทย์

2. สารฟลาโวนอยด์ ช่วยต้านเชื้อไวรัส ต้านการอักเสบ และลดการเกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ไขข้อ เป็นต้น สารฟราโวนอยด์พบในชาเขียว กระเทียม แอ๊ปเปิ้ล เบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลส้ม และหอมหัวใหญ่

3. กรดโฟลิกหรือโฟเลต หรือวิตามินบี 9 พบมากในตับ และผักสีเขียว เช่น ผักโขม ผักคะน้า ส่วนผลไม้ พบมากในส้มและแคนตาลูป ผู้ป่วยโรคไขข้อควรเสริมวิตามินชนิดนี้เพราะมีส่วนช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือด แดง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กินยาเมทโธเทรกเซท (Methotrexate) จำเป็นต้องเสริมกรดโฟลิกเพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ

4. ซีลีเนียม ช่วยลดอนุมูลอิสระที่จะทำลายเนื้อเยื่อที่แข็งแรง และช่วยเสริมการทำงานของเอนไซม์ชนิดกลูตาไธโอนเพอร็อกซิเดสที่ต่อสู้กับการ อักเสบ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า คนที่มีระดับซีลีเนียมต่ำจะมีความเสี่ยงเกิดโรครูมาตอยด์มากขึ้น การกินทูน่าประมาณ 100 กรัม จะช่วยให้ได้รับซีลีเนียมเพียงพอตลอดทั้งวัน

5. วิตามินซี มีประโยชน์ต่อเนื้อเยื่อภายในข้อและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบได้ในผลไม้ประเภทส้ม พริกไทย สตรอว์เบอร์รี่ เป็นต้น

6. วิตามินดีและแคลเซียม ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีและแคลเซียมให้เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องกินยาประเภทคอร์ติสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้เนื้อกระดูกและระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ มีผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ น้ำมันตับปลา เนย ครีม ไข่แดง ตับ และอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ ผักใบเขียวจัด เช่น บรอคโคลี ปลาซาร์ดีนและแซลมอนกระป๋อง (ทั้งกระดูก) นมและผลิตภัณฑ์นม เต้าหู้

7. แอลกอฮอล์ มีงานวิจัยในปี 2008 สรุปว่า แอลกอฮอล์ช่วยป้องกันโรคไขข้อ แต่ไม่ได้ระบุถึงปริมาณที่แนะนำ ผู้ที่กินยาเมทโธเทรกเซทควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เพราะอาจมีผลข้าง เคียงต่อตับ

มูลนิธิโรครูมาตอยด์หรือไขข้อเปิดเผยว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าอาหารจะรักษาโรคไขข้อให้หายขาดได้ ในทางตรงกันข้ามอาหารบางชนิดทำให้อาการปวดไขข้อแย่ลง งานการศึกษาวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้ที่มีปัญหาโรครูมาตอยด์ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์มีอาการดีขึ้นเมื่องดอาหารที่สงสัยว่าทำให้ปวด โดยการเริ่มกินอาหารที่ต้องสงสัยทีละน้อยและสังเกตว่ามีอาการปวดข้อหรือไม่ วิธีนี้จะช่วยให้หาอาหารที่กระตุ้นอาการปวดไขข้อได้ และเมื่องดอาหารเหล่านี้อาการปวดไขข้อก็จะดีขึ้นด้วย


8. กรดไขมันอิ่มตัว มีงานการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่าไขมันอิ่มตัวอาจเพิ่มการอักเสบ เนื่องจากกรดไขมันอิ่มตัวไปกระตุ้นการสร้างสารพรอสตาแกลนดินที่ก่อให้เกิด การอักเสบ อาการปวดบวมและข้อเสื่อมในโรครูมาตอยด์ อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน เนย ครีม เป็นต้น

9. กรดไขมันโอเมกา-6 เป็นไขมันที่พบในน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิค เช่น น้ำมันข้าวโพด ถั่วเหลือง ดอกทานตะวัน จมูกข้าวสาลี เป็นต้น

ข่าวสารจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/39861